Category: ข่าวสารเกี่ยวกับบัญชี

ความรู้เบื้องต้น ของแม่บทการบัญชี (Accounting Framework)

แม่บทการบัญชี  คืออะไร แม่บทการบัญชี ถือว่าเป็นมาตรฐานการบัญชีแต่เป็นกรอบหรือแนวคิดขั้นพื้นฐานในการจัดทำและนำเสนองบการเงินตลอดจนการกำหนดและนำเสนองบการเงินตลอดจนการกำหนดและนำมาตรฐานการบัญชีที่ปฏิบัติสือมาระหว่างผู้จัดทำและผู้ใช้งบการเงิน ซึ่งทั้งสองฝ่ายจำเป็นต้องเข้าใจเนื้อหาในแม่บทการบัญชีก่อนที่จะสามารถเข้าใจและปฏิบัติตามมาตรฐานการบัญชีเฉพาะเรื่องได้อย่างถูกต้อง โดย วัตถุประสงค์สำคัญของแม่บทการบัญชี คือ เป็นแนวทางสำหรับคณะกรรมการมาตรฐานการบัญชีในพัฒนามาตรฐานการบัญชีในอนาคตและในการทบทวนมาตรฐานการบัญชีที่มีในปัจจุบัน 2. เป็นแนวทางสำหรับคระกรรมการมาตรฐานการบัญชีในการปรับข้อกำหนดมาตรฐานและการปฏิบัติทางบัญชีที่เกี่ยวข้องกับการนำเสนองบการเงินให้สอดคล้องกัน เป็นแนวทางสำหรับผู้จัดทำงบการเงินในการนำมาตรฐานการบัญชีมาปฏิบัติรวมทั้งเป็นแนวทางในการฟฏิบัติสำหรับเรื่องที่ยังไม่มีมาตรฐานของการบัญชีรองรับ 4. เป็นแนวทางสำหรับผู้สอบบัญชีในการแสดงความเห็นต่องบการเงินว่าได้จัดทำขึ้นตามมาตรฐานการบัญชีหรือไม่ 5. ช่วยให้ผู้ใช้งบการเงินสามารถเข้าใจความหมายของข้อมูลที่แสดงในงบการเงินซึ่งจัดทำขึ้นตามมาตรฐานการบัญชี 6. ให้ผู้สนใจได้ทราบข้อมูลเกี่ยวกับแนวทางในการกำหนดมาตรฐานการบัญชีของคณะกรรมการมาตรฐานการบัญชี ผู้ใช้งบการเงินและความต้องการข้อมูล ผู้ใช้งบการเงินสามารถแบ่งได้หลายประเภทตามลักษณะวัตถุประสงค์ความต้องการใช้ข้อมูลของผู้ใช้แต่ประเภทเพื่อสนองความต้องการที่แตกต่างกันไปซึ่งสามารถสรุปได้ดังนี้ โดยแม่บทการบัญชีจะเกี่ยวข้องกับงบการเงินและงบการเงินรวมที่จัดทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์โดยทั่วไปซึ่งจะจัดทำนำเสนออย่างน้อยปีละหนึ่งครั้งเพื่อนำข้อมูลให้กับผู้ใช้งบการเงินทุกประเภทด้วยงบดุลงบกำไรขากทุนงบแสดงการเปลี่ยนแปลงในส่วนของเจ้าของหรืองบกำไรขาดทุนเบ็ดเสร็จงบการเงินอาจรวมข้อมูลหรือรายละเอียดประกอบเพิ่มเติมเพื่อให้ข้อมูลแก่ผู้ใช้งานงบการเงินเข้าใจงบการเงินมากขึ้น โดย มีขอบเขตของแม่บทการบัญชี ที่สำคัญ 4 ส่วน คือ 1. วัตถุประสงค์ของงบการเงิน 2. ลักษณะเชิงคุณภาพของงบการเงินที่กำหนดว่าข้อมูลในงบการเงินมีประโยชน์ 3. คำนิยามการรับรู้และการวัดมูลค่าขององค์ประกอบต่างๆที่ประกอบขึ้นเป็นงบการเงิน 4. แนวคิดเกี่ยวกับทุนและการรักษาระดับทุน  

กำไรสะสม สำคัญหรือไม่

คำว่ากำไรสะสม มักถูกอ่านพบได้บ่อยในส่วนเอกสารงบดุลในส่วนของผู้ถือหุ้น ซึ่งกำไรสะสมถือว่ามีความสำคัญต่อภาพลักษณ์ของกิจการในสายตานักธุรกิจ นักลงทุนและผู้เกี่ยวข้องต่อธุรกิจ ซึ่งกำไรสะสมสามารถขยายใจความสำคัญได้ ดังนี้ กำไรสะสม หมายถึง ส่วนของผู้ถือหุ้นทั้งหมดที่เกินกว่าเงินลงทุนที่ผู้ถือหุ้น นำมาลงในบริษัท กำไรสะสมเกิดจากการดำเนินงานเพื่อมุ่งหวังกำไรของบริษัท เป็น กำไรของบริษัทที่เหลืออยู่นับตั้งแต่เริ่มจัดตั้งบริษัทเป็นต้นมาจนถึงทุกสิ้นงวดบัญชี โดยกำไรสะสม แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ 1.กำไรสะสม แบบจัดสรรแล้ว หมายถึง  การที่บริษัทกันกำไรสะสมที่ปรากฏในบัญชีตั้งเป็นสำรอง  เพื่อวัตถุประสงค์หนึ่งของบริษัทจนกว่าจะมีการยกเลิกการจัดสรรกำไรสะสมนั้น  หรือบรรลุวัตถุประสงค์ของการจัดสรรแล้ว  ก็จะโอนยอดสำรองกลับไปยังบัญชีกำไรสะสมตามเดิม อย่างไรก็ตาม การจัดสรรกำไรสะสมของบริษัท  จะต้องได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้น  อนุมัติการจัดสรรกำไรสะสมตามเสนอในการนี้ที่ประชุมอาจอนุมัติหรือไม่ก็ได้ กำไรสะสมจัดสรรอาจจำแนกได้ 3 ประเภท คือ – สำรองตามกฏหมาย หมายถึง สำรองที่กันไว้จากกำไรสุทธิประจำปีตามประมวลกฏหมายแพ่งและพาณิชย์  โดยมีการจัดสรรไว้สำหรับหุ้นทุนซื้อคืนมา   เป็นการกันเงินกำไรไว้ในบริษัทเพื่อมิให้นำไปจ่ายเป็นเงินปันผลจนกว่าจะมีการจำหน่ายหุ้นทุนนั้นกลับออกไป ทั้งนี้เพื่อเป็นหลักประกันให้กับเจ้าหนี้ โดยบริษัทต้องจัดสรรกำไรสะสมไว้ในจำนวน เท่ากับราคาทุนที่ซื้อมา – การจัดสรรตามข้อผูกพัน  ซึ่งเป็นการตั้งตามมติของคณะกรรมการบริษัทให้จัดสรรกำไรสะสมเพื่อเป็นหลักประกันแก่เจ้าหนี้หรือผู้ถือหุ้นกู้ โดยบริษัทจะต้องจัดสรรกำไรสะสมทุกวันสิ้นปีตลอดอายุของหุ้นกู้ หรือตลอดสัญญาของการเป็นหนี้ และในขณะเดียวกันบริษัทจะต้องมีการกันเงินสดไว้เท่ากับกำไรสะสมที่เท่ากัน  เพื่อที่จะให้มีเงินสดเพียงพอที่จะไปชำระหุ้นกู้เมื่อวันครบกำหนดหลังจากดำเนินการเสร็จสิ้นการชำระหนี้แล้ว บัญชีสำรองตามข้อผูกพันมียอดคงเหลือ   ให้โอนปิดบัญชีสำรองตามข้อผูกพันกลับไปยังบัญชีกำไรสะสมที่ไม่ได้จัดสรรตามเดิม – การจัดสรรตามนโยบายของคณะกรรมการบริหารงานของบริษัท  ซึ่งเป็นการจัดสรรกำไรสะสมตามนโยบายของคณะกรรมการบริษัท โดยให้กันกำไรสะสมไว้ส่วนหนึ่งเพื่อวัตถุประสงค์ที่จะรักษาไว้ซึ่งเงินทุนหมุนเวียนให้มีสภาพคล่องในอัตราที่สูง ในการดำเนินงานทั้งในปัจจุบันและอนาคต เช่น บริษัทให้กันกำไรสะสมไว้สำหรับค่าเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต สำรองเพื่อการขยายงาน สำรองเพื่อประกันภัยตนเอง เป็นต้น 2.กำไรสะสม แบบยังไม่ได้จัดสรร หมายถึง กำไรสะสมและกำไรสุทธิของรอบระยะเวลาบัญชีปัจจุบันที่คงเหลือจากการจัดสรรในกรณีที่มียอดดุลสุทธิเป็นผลขาดทุนสะสม ให้แสดงจำนวนเงินไว้ในเครื่องหมายวงเล็บและเรียกเป็น “ขาดทุนสะสม” ดังนั้น จะเห็นได้ว่า กำไรสะสมมีความสำคัญไม่เพียงต่องบการเงินอันเป็นภาพลักษณ์ที่ดีต่อธุรกิจ/กิจการ แต่กำไรสะสมยังเป็นเครื่องการันตีความมั่นคงของกิจการ และช่วยให้กิจการสามารถพยุงตัวเองได้หากเกิดเหตุการณ์ที่ส่งผลกระทบต่อการเงินในอนาคต

ความสำคัญของการบัญชี

การบัญชีมีพื้นฐานเหมือนกับระบบคณิตศาสตร์ เกิดขึ้นและเกี่ยวข้องกับการดำเนินชีวิตของผู้คนมาตั้งแต่สมัยอยุธยา โดยในช่วงแรกๆ นั้นมีเพียงบัญชีเงินสดที่ถูกจัดทำขึ้นเพื่อใช้เก็บข้อมูลเกี่ยวกับปริมาณผลผลิตทางการเกษตรและมูลค่าที่เกิดขึ้น ต่อมาในสมัยรัตนโกสินทร์ เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง การบัญชีจึงเริ่มมีความสำคัญมากขึ้นโดยมีการจัดตั้งโรงเรียนพาณิชยการขึ้น 2 แห่ง คือ โรงเรียนพาณิชยการวัดสามพระยาและโรงเรียนพาณิชยการวัดแก้วฟ้า อีกทั้ง จัดตั้งคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชีขึ้นในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและมหาวิทยลัยธรรมศาสตร์ในปีพ.ศ 2481 เพื่อเผยแพร่ความรู้ด้านการบัญชีและทำให้การบัญชีในประเทศไทยมีความสำคัญต่อระบบธุรกิจและเศรษฐกิจมาจนถึงทุกวันนี้ ในปัจจุบันการประกอบธุรกิจใดๆ ไม่ว่าจะในรูปแบบบริษัทมหาชนขนาดใหญ่ ห้างหุ้นส่วน หรือกิจการเจ้าของคนเดียว จำเป็นจะต้องมีการจัดทำบัญชีตามหลักพระราชบัญญัติการบัญชี พ.ศ. 2543 เพื่อให้เป็นไปตามข้อบังคับของกฏหมาย เกิดประโยชน์ต่อการประกอบธุรกิจนั้นๆ และช่วยให้ภาครัฐมีข้อมูลสำคัญสำหรับการวางโครงสร้างและนโยบายสำคัญเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ โดยขอบเขตของงานบัญชี จำแนกออกได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ คือ การบัญชีการเงิน(Financial Accounting) เป็นการบัญชีที่จัดทำขึ้นตามหลักการบัญชีที่ยอมรับโดยทั่วไปและเป็นไปตามข้อบังคับของกฏหมาย โดยจัดทำขึ้นเพื่อรวบรวม จำแนกและรายงานข้อมูลทางการเงินของกิจการในอดีต เช่น งบแสดงฐานะการเงิน งบกำไรขาดทุน งบกระแสเงินสด ซึ่งรายงานเหล่านี้จะเป็นประโยชน์ต่อบุคลภายนอกกิจการ อาทิเช่น นักลงทุน รัฐบาล หน่วยงานราชการ ผู้ถือหุ้น เจ้าหนี้(ธนาคาร) เป็นต้น การบัญชีเพื่อการจัดการ(Managerial Accounting) เป็นการบัญชีที่จัดทำขึ้นเพื่อให้ข้อมูลทางการเงินแก่ผู้บริหาร เจ้าของธุรกิจและบุคคลภายในกิจการ สามารถนำไปใช้ในการวางแผน ตัดสินใจและควบคุมการดำเนินงานของกิจการให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ซึ่งการบัญชีเพื่อการจัดการไม่อยู่ภายใต้ข้อบังคับของกฏหมาย จึงมีหลากหลายรูปแบบยืดหยุ่นตามความต้องการการใช้งานของบุคคลภายในกิจการ เช่น จำนวนชั่วโมงการทำงาน ข้อมูลราคาวัตถุดิบ จำนวนของเสียในโรงงาน เป็นต้น ซึ่งการจัดทำบัญชีที่มีประสิทธิภาพ ทั้งบัญชีการเงินและบัญชีเพื่อการจัดการจะก่อให้เกิดประโยชน์คุ้มค่าอย่างยิ่งโดยเฉพาะกับกิจการ/องค์กรธุรกิจนั้นๆ ตลอดจนบุคคลอื่นและหน่วยงานรัฐบาล สถาบันการเงินที่เกี่ยวข้อง ประโยชน์ของการทำบัญชี เพื่อเป็นตัวบันทึกเหตุการณ์การค้า ช่วยให้ผู้ประกอบการ/เจ้าของกิจการได้ทราบถึงผลการดำเนินงานของกิจการและสามารถวัดผล สรุปผลว่ากิจการมีรายรับรายจ่าย มีกำไร-ขาดทุนเกิดขึ้นในกิจการมากน้อยเพียงใด เพื่อให้ทราบถึงสถานะทางการเงินของกิจการ โดยการบัญชีจะช่วยให้เจ้าของกิจการได้ทราบว่าช่วงเวลานั้นๆ กิจการมีสินทรัพย์ หนี้สินและส่วนของเจ้าของเกิดขึ้นเท่าไหร่ เพื่อเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้การบริหารจัดการของกิจการให้มีระบบมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อเป็นข้อมูลที่มีประสิทธิภาพประกอบการตัดสินใจในการลงทุนของนักลงทุนและเป็นปัจจัยหนึ่งประกอบการตัดสินใจในการบริหารงานของเจ้าของกิจการ […]

ความแตกต่างระหว่างสินทรัพย์หมุนเวียน Vs สินทรัพย์ไม่หมุนเวียน

การจะดำเนินกิจการหรือธุรกิจใดๆก็ตาม จําเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีสินทรัพย์เพื่อเป็นตัวขับเคลื่อนกิจการ เปรียบเสมือน “น้ำมันหล่อลื่นของเครื่องจักร” ที่จะช่วยให้ธุรกิจดําเนินไปได้อย่างต่อเนื่อง ไม่ติดขัด ดังนั้น บริหารการเงินต้องให้ความสนใจและควบคุมและติดตามการบริหารสินทรัพย์ของกิจการให้มีประสิทธิภาพ  เพื่อให้กิจการมีสภาพคล่องที่ดี ลดความเสี่ยงและมีความสามารถในการสร้างกำไรให้กับธุรกิจ ซึ่งสินทรัพย์ของกิจการสามารถแบ่งออกเป็น 3 ประเภท ตามอายุการใช้งาน ดังนี้ สินทรัพย์ประเภทหมุนเวียน (Current Assets) เป็นสินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องสูงสามารถแปรเปลี่ยนเป็นเงินสดได้ง่ายภายในระยะเวลา 1 ปี โดยกิจการใดๆจะต้องมีการบริหารสินทรัพย์หมุนเวียนให้มีประสิทธิภาพ เพื่อให้เกิดสภาพคล่องสูงสุดและต้องสอดคล้องกับหนี้สินหมุนเวียนของกิจการเพื่อเป็นประโยชน์ในการบริหารสภาพคล่องของกิจการต่อไป โดย สินทรัพย์หมุนเวียนที่สำคัญของกิจการ ได้แก่ เงินสดหรือเทียบเท่า (Cash and equivalents) หมายถึง เงินสดในมือของกิจการหรือเงินฝากธนาคาร ได้แก่ ธนบัตรเหรียญ ตั๋วแลกเงินไปรษณีย์ เช็คเดินทางและดราฟต์ของธนาคาร ในส่วนสินทรัพย์ที่เทียบเท่าเงินสดหมายถึงเงินลงทุนระยะสั้นที่มีสภาพคล่องสูง เช่น เงินลงทุนที่มีวันครบกำหนดในระยะเวลา 3 เดือน เป็นต้น หลักทรัพย์ในความต้องการของตลาด (Short-term investments) หลักทรัพย์ที่มีการซื้อขายในตลาดซื้อขาย ทำให้สามารถกำหนดมูลค่ายุติธรรมของหลักทรัพย์ได้ทันที  เช่น หุ้น พันธบัตร หุ้นกู้ หุ้นบุริมสิทธิ์ และทองคำ เป็นต้น ลูกหนี้การค้า (Accounts receivable) หมายถึง รายได้ที่เกิดจากการขายสินค้าหรือบริการ แต่ยังไม่ได้รับเป็นเงินสดเนื่องจากกิจการให้เครดิตเทอมกับลูกค้า เช่น 30 วัน , 60 วัน สินค้าคงเหลือ (Inventories) หมายถึง สินค้าสำเร็จรูป สินค้าระหว่างการผลิต วัตถุดิบและวัสดุโรงงานที่ใช้ผลิต ซึ่งทั้งหมดนี้คือตัวแปรสำคัญที่ทำให้เกิดกำไรโดยตรงต่อกิจการ ซึ่งจำเป็นต้องมีการบริหารสินค้าให้มีประสิทธิภาพเกิดอัตราการหมุนเวียนให้เร็วที่สุดเพื่อให้กิจการมีสภาพคล่องที่ดี ค่าใช้จ่ายล่วงหน้า […]

ประเภทของภาษีอากร

ในสังคมที่คนอยู่รวมกันเป็นหมู่มากจนมีขนาดใหญ่และถูกเรียกว่าประเทศ จำเป็นหน่วยงานกลาง เช่น รัฐบาล ทำหน้าที่จัดสรรโอนถ่ายทรัพยากร เพื่อนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมโดยรวมร่วมกัน ซึ่งทรัพยาการที่ว่านั้นก็คือ “รายได้”  ที่ถูกจัดสรรให้เกิดความเป็นธรรมในการกระจายไปสู่สังคม ในรูปแบบการถูกเรียกเก็บ “ภาษีอากร” จากภาครัฐบาล ดังนั้นในประเทศที่ระบบภาษีมีประสิทธิภาพ ประชาชนมีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องภาษี ก็จะทำให้เกิดการพัฒนาทางเศรษฐกิจ ก่อให้เกิดการขยายตัวต่อเนื่องและมีเสถียรภาพมั่นคงยิ่งขึ้น ดังนั้นในเนื้อเรื่องของบทความต่อไปนี้ คือประเภทของภาษีอากรที่ทุกคนต้องรู้ ภาษีอากรจำแนกได้อย่างไร                ในความเป็นจริงแล้วภาษีอากรมีหลักเกณฑ์ในการจำแนกที่หลากหลาย เช่น จำแนกตามระดับที่จัดเก็บ จำแนกตามวิธีการประเมินภาษี จำแนกด้วยหลักการรับภาษีอากรทั้งทางตรงและทางอ้อม ฯลฯ ซึ่งไม่ว่าจะจำแนกด้วยวิธีไหน ประเภทของภาษีอากรที่สำคัญในประเทศไทย ก็ประกอบไปด้วย 8 ประเภทหลัก ดังนี้ ภาษีเงินได้นิติบุคคล คือ ภาษีที่เรียกเก็บจากกิจการ/ ธุรกิจ ที่จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลในรูปแบบบริษัทฯ หรือรูปแบบห้างหุ้นส่วน โดยคิดคำนวณภาษีจากกำไรสุทธิของกิจการ โดยผู้ประกอบกิจการต้องทำหน้าแสดงภาษีเงินได้นิติบุคคล 2 แบบ คือ ภ.ง.ด 50 สำหรับรอบบัญชี ภายใน 150 วันหลังจากวันที่ปิดบัญชี และ ภ.ง.ด 51 ที่ต้องยื่นภายในสองเดือนหลัง ปิดรอบบัญชีครึ่งปี ภาษีหัก ณ ที่จ่าย คือ วิธีหนึ่งในการจัดเก็บภาษีล่วงหน้า ซึ่งเป็นภาษีที่ถูกหักไว้ตั้งแต่ตอนผู้จ่ายหรือคู่ค้า ทำการ “จ่ายเงินได้” ให้กับเราหรือกิจการของเรานั่นเอง (ซึ่งมีอัตราการหักภาษีตั้งแต่ 3%-5% แล้วแต่กรณี) โดยผู้ที่ทำหน้าที่หักภาษีนี้ไว้ ต้องนำส่งกรมสรรพากรภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป ภาษีมูลค่าเพิ่ม คือ จำนวนเงินที่คิดเพิ่มจากมูลค่าของสินค้าและบริการ (ซึ่งโดยทั่วไปอยู่ที่ […]

หลักการบันทึกบัญชี

หากความสำคัญของงบการเงิน คือ การแสดงสถานะภาพทางการเงินของกิจการ หลักการบันทึกบัญชีของกิจการนั้นๆจึงกลายเป็นกุญแจสำคัญสำหรับการสร้างงบการเงินที่ถูกต้อง เพราะงบการเงินจะสามารถเชื่อถือได้ มีความเป็นกลางของข้อมูล และสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง จำเป็นต้องมีหลักการบันทึกบัญชีที่มีคุณภาพโดยต้องเลือกวิธีจดบันทึกข้อมูลตามหลักการบัญชีที่เป็นที่ยอมรับโดยทั่วไป ข้อมูลต้องแมนยำ และผู้ที่ทำหน้าที่บันทึกบัญชีจำเป็นต้องมีความรู้ความชำนาญ และไม่เพียงแต่พนักงานทำบัญชีเท่านั้นที่ต้องมีความรู้เกี่ยวกับหลักการบันทึกบัญชี ผู้บริหาร เจ้าของกิจการรวมถึงนักลงทุน ก็ต้องมีความรู้เบื้องต้นของหลักการบัญชีดังต่อไปนี้เพื่อใช้ในการสอบทานความถูกต้องของงบการเงิน คำนิยามเบื้องต้นที่ทุกคนต้องรู้หากต้องการศึกษาหลักการบัญทึกบัญชี คือ สมการบัญชี คือ สินทรัพย์ = หนี้สิน + ส่วนของผู้ถือหุ้น(ทุนส่วนเจ้าของกิจการ) รายการบัญชี คือ เหตุการณ์ทางการเงินที่ผลต่อการเปลี่ยนแปลงขึ้นลงของสินทรัพย์ หนี้สินและส่วนของผู้ถือหุ้น เช่น “การซื้อทรัพย์สิน , การถอนทุน , การชำระหนี้ ,การขายสินค้าหรือบริการให้กับลูกค้า” โดยรายการบัญชีจะส่งผลกระทบต่อสมการบัญชีเสมอ  ซึ่งรายการบัญชีหนึ่งที่เกิดขึ้นจะต้องเกิดคู่กับการเปลี่ยนแปลงของอีกรายการหนึ่งหรือหลายรายการและทำให้สมการดุล (ค่าของทั้งสองข้างสมการเท่ากัน) ซึ่งเรียกการบันทึกบัญชีแบบนี้ว่า “ระบบบัญชีคู่” ที่จะถูกบันทึกทั้ง 2 ด้านในรูปแบบของด้านเดบิตและด้านเครดิต ด้านเดบิต คือด้านบัญชีฝั่งซ้าย ใช้บันทึกรายการบัญชีการเพิ่มขึ้นของสินทรัพย์ การลดลงของหนี้สิน การลดลงของส่วนผู้ถือหุ้นและการเกิดขึ้นของค่าใช้จ่าย ด้านเครดิต คือด้านบัญชีฝั่งขวา ใช้บันทึกรายการบัญชีการลดลงของสินทรัพย์ การเพิ่มขึ้นของหนี้สิน การเพิ่มขึ้นของส่วนผู้ถือหุ้นและการเกิดขึ้นของค่าใช้จ่าย ซึ่งหลักการบันทึกบัญชีคู่ นอกจากจะต้องทำความรู้จักกับคำว่าเดบิต เครดิตแล้ว ยังต้องทำการแยกหมวดบัญชีออกมาเป็น 5 ประเภท คือ หมวดบัญชีสินทรัพย์ หากมีค่าเพิ่มขึ้นบันทึกด้านเดบิต แต่หากวิเคราะห์แล้วลดลงจะบันทึกไว้ด้านเครดิต หมวดบัญชีหนี้สิน หากมีค่าเพิ่มขึ้นบันทึกด้านเครดิต แต่หากวิเคราะห์แล้วลดลงจะบันทึกไว้ด้านเดบิต ส่วนบัญชีของผู้ถือหุ้น หากมีค่าเพิ่มขึ้นบันทึกด้านเครดิต แต่หากวิเคราห์แล้วลดลงจะบันทึกไว้ด้านเดบิต ส่วนบัญชีของรายได้ หากมีค่าเพิ่มขึ้นบันทึกด้านเครดิต แต่หากวิเคราห์แล้วลดลงจะบันทึกไว้ด้านเดบิต ส่วนบัญชีของรายจ่าย หากมีค่าเพิ่มขึ้นบันทึกด้านเดบิต แต่หากวิเคราะห์แล้วลดลงจะบันทึกไว้ด้านเครดิต และเมื่อวิเคราะห์รายการบัญชี […]

การบัญชีตามความรับผิดชอบ

การดำเนินกิจการไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบกิจการเจ้าของคนเดียว ห้างหุ้นส่วนหรือบริษัท กิจกรรมการควบคุมการดำเนินงานภายใน เช่น การบริหารต้นทุน ระบบงบประมาณและการบริหารผลกำไร ถือเป็นกิจกรรมที่สำคัญที่สุดที่ผู้บริหารต้องให้ความใส่ใจเป็นอันดับแรก เนื่องจากหากสามารถควบคุมการดำเนินงานเหล่านี้ได้ดี กิจการก็จะมีเสถียรภาพ มีระบบและง่ายต่อการตรวจสอบยิ่งขึ้น ซึ่งโดยทั่วไปแล้วหากเป็นรูปแบบกิจการเจ้าของคนเดียว เจ้าของกิจการจะเป็นผู้ควบคุมการดำเนินกิจการภายในทั้งหมด ซึ่งเรียกการบริหารกิจการลักษณะนี้ว่า “การจัดสายงานแบบรวมอำนาจ (Centralization)” อย่างไรก็ตามเมื่อกิจการมีขนาดโตขึ้นการบริหาร ควบคุมการดำเนินงานและตัดสินใจด้วยบุคคลเพียงคนเดียวอาจมีประสิทธิภาพไม่เพียงพอ ดังนั้น “การจัดสายงานแบบกระจายอำนาจ (Decentralization)” จึงเป็นตัวเลือกยอดนิยมที่หลายกิจการเลือกใช้ ซึ่งเป็นการจัดสายงานบริหารโดยแบ่งหน้าที่รับผิดชอบตามลำดับชั้น ได้แก่ ผู้จัดการแผนก หัวหน้าแผนก หัวหน้าฝ่าย เป็นต้น ซึ่งการจัดสายงานแบบกระจายอำนาจจึงเป็นรูปแบบการบริหารงานโดยมีวัตถุประสงค์ร่วมกัน โดยใช้ระบบบัญชีเป็นตัวรายงานผลการปฏิบัตงาน เพื่อให้ผู้บริหารระดับสูงสามารถควบคุมดูแลและวัดผลการปฏิบัติงานได้ง่ายและชัดเจนยิ่งขึ้น โดยเราเรียกการจัดทำบัญชีแบบนี้ว่า “การบัญชีตามความรับผิดชอบ” และนิยมแบ่งเป็น 4 ศูนย์ความรับผิดชอบ ดังนี้ ศูนย์รายได้ เป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรงเกี่ยวกับยอดขายหรือรายได้ของกิจการ เช่น แผนกขาย แผนบริการ เป็นต้น ซึ่งรายงานบัญชีที่เป็นตัวประเมินผลของศูนย์รายได้ คือการเปรียบเทียบรายได้หรือยอดขายของกิจการเทียบกับงบประมาณที่ตั้งไว้ในแต่ละปี และหากกิจการมีหลายสินค้าจะต้องจัดทำรายงานวิเคราะห์สัดส่วนการขายของแต่ละสินค้า พร้อมเทียบกับความต้องการทั้งหมดในภาพรวมอุตสาหกรรม เพื่อให้ผู้บริหารสามารถนำไปวิเคราะห์เพื่อรักษาส่วนแบ่งตลาดของกิจการไว้ได้ ศูนย์ต้นทุน เป็นหน่วยงานที่มีหน้าที่รับผิดชอบโดยเฉพาะเกี่ยวกับต้นทุนของกิจการ เช่น แผนกผลิต โรงงานผลิตสินค้า แผนกคลังสินค้า แผนกซ่อมบำรุง เป็นต้น ซึ่งการประเมินผลของศูนย์ต้นทุนจะใช้การเปรียบเทียบต้นทุนที่เกิดขึ้นจริงของกิจการเทียบกับงบประมาณที่ตั้งไว้ โดยต้นทุนของกิจการประกอบด้วย 2 ส่วนสำคัญ คือ ต้นทุนที่ควบคุมได้ เช่น ราคาวัตถุดิบ ค่าแรงงาน ค่าน้ำค่าไฟในการผลิต เป็นต้น ซึ่งต้นทุนเหล่านี้ผู้จัดการศูนย์ต้นทุนมีหน้าที่รับผิดชอบโดยตรงในการบริหาร ในขณะที่ต้นทุนที่ควบคุมไม่ได้ เช่น การคำนวณค่าเสื่อมของสินทรัพย์ เป็นต้นทุนที่ผู้จัดการศูนย์ ไม่มีอำนาจในการตัดสินใจบริหารต้นทุนดังกล่าว อย่างไรก็ตาม ผู้จัดการศูนย์ต้นทุนมีหน้าที่โดยตรงในการจัดทำรายงานต้นทุนที่เกิดขึ้นเทียบกับต้นทุนมาตรฐาน เพื่อให้ผู้บริหารนำไปวิเคราะห์ผลต่างที่เกิดขึ้น […]

ต้องทำอย่างไร หากเอกสารบัญชีหายหรือเสียหาย

เอกสารบัญชีถือเป็นเอกสารสำคัญทางธุรกิจ เพราะนอกจากจะเป็นตัวแสดงสถานะภาพทางการเงินของธุรกิจแล้ว ยังเป็นเอกสารสำคัญที่กฏหมายใช้ตรวจสอบสถานะภาพของกิจการนั้นๆ ซึ่งกฏหมายได้ระบุไว้ว่าผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีต้องเก็บรักษาบัญชีไว้เป็นเวลาไม่น้อยกว่า 5 ปี แต่ต้องไม่เกิน 7 ปี โดยเก็บไว้สถานประกอบกิจการหรือสถานที่ ที่ทำงานประจำตามที่ได้แจ้งกับกรมพัฒนาธุกิจการค้าไว้ อย่างไรก็ตามอาจมีหลายสถานการณ์เกิดขึ้นอย่างไม่คาดคิด เช่น ไฟไหม้หรือน้ำท่วม ทำให้เอกสารทางบัญชีเสียหายหรือสูญหาย ดังนั้นในบทความนี้จะรวบรวมลำดับขั้นตอนที่ต้องทำ หากเอกสารทางบัญชีเสียหายหรือสูญหาย เพื่อให้ผู้ประกอบการหรือผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีสามารถปฏิบัติตามได้ถูกต้องหากเกิดกรณีดังกล่าว ขั้นตอนในการดำเนินการ หากเอกสารบัญชีเสียหายหรือสูญหาย ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีทำการสำรวจและจดบันทึกว่าเอกสารบัญชีที่สูญหายปีและเดือนใด พร้อมถ่ายรูปไว้เป็นหลักฐาน(กรณีเอกสารเสียหาย) ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อลงบันทึกประจำวัน เนื่องเอกสารบัญชีเป็นเอกสารสำคัญของกิจการ ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีต้องแจ้งกับสารวัตรบัญชีที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้าและสรรพากรพื้นที่ให้ทราบภายใน 15 วัน โดยสารวัตรบัญชีจะทำหน้าที่บันทึกและตรวจสอบหลักฐานการสูญหาย ในกรณีที่เอกสารทางบัญชีมีการเคลื่อนย้ายและไม่ได้ถูกเก็บไว้ในที่ที่แจ้งไว้กับกรมพัฒนาธุกิจการค้า ซึ่งสารวัตบัญชีอาจตั้งข้อสันนิษฐานได้ว่าผู้จัดทำบัญชีมีเจตนาทำให้เอกสารเสียหาย บิดเบือนหรือทำให้สูญหาย ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชี เตรียมเอกสารสำคัญประกอบการยื่นแจ้งเอกสารบัญชีสูญหาย/เสียหาย ดังนี้ ดาวน์โหลดแบบแจ้งบัญชีสูญหายที่เว็บไซต์ กรมพัฒนาธุรกิจการค้าพร้อมกรอกรายละเอียดให้ถูกต้อง เตรียมสำเนาทะเบียนพาณิชย์กรณีประกอบธุรกิจในรูปแบบกิจการคนเดียว หรือสำเนาหนังสือรับรองการจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลกรณีจดทะเบียนในรูปนิติบุคคล เช่น บริษัท ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล เตรียมหลักฐานที่แสดงว่ามีการสูญหาย/เสียหายจริง เช่น ภาพถ่ายของสถานที่เหตุประกอบกิจการในกรณีเอกสารบัญชีเสียหาย แต่หากเอกสารบัญชีไม่ได้ถูกเก็บไว้ที่สถานประกอบการ ผู้จัดทำบัญชีต้องยื่นหลักฐานเพิ่มเติมให้กับสารวัตรบัญชีเพื่อแก้ข้อกล่าวหาเจตนาทำให้เอกสารเสียหาย บิดเบือนหรือทำให้สูญหาย มิฉะนั้นผู้จัดทำบัญชีจะมีความผิดทางกฏหมาย กรณีจัดตั้งในรูปแบบห้างหุ้นส่วน ต้องเตรียมหนังสือมอบอำนาจลงลายมือประทับของทุกหุ้นส่วนพร้อมประทับตราสำคัญ (ถ้ามี) การยื่นแบบแจ้งเอกสารบัญชีสูญหาย/เสียหาย กรณีสถานประกอบการตั้งอยู่ที่กรุงเทพ ให้ยื่นแบบที่สำนักกำกับดูแลธุรกิจ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ กรณีสถานประกอบการตั้งอยู่ต่างจังหวัด ให้ยื่นแบบที่สำนักงานพัฒนาธุรกิจการค้าของจังหวัดนั้นๆ เมื่อผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีได้ยื่นแบบแจ้งบัญชีสูญหายพร้อมเอกสารต่างๆ เป็นที่เรียบร้อย เจ้าหน้าที่จะรับคำขอพร้อมทำการตรวจสอบแบบแจ้งและทำการลงทะเบียนรับคำขอ จากนั้นสารวัตiบัญชีจะทำหน้าที่ตรวจสอบเอกสารหลักฐานต่างๆเพื่อยืนยันว่าบัญชีได้สูญหายหรือเสียหายจริง จากนั้นจะพิจารณาการรับแจ้งซึ่งหากเห็นชอบว่าเอกสารมีการเสียหายหรือสูญหายจริง เจ้าหน้าที่จะจัดส่งแบบแจ้งนี้ให้กับผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชี เพื่อเก็บเป็นหลักฐานและนำไปยื่นต่อกรมสรรพากรต่อไป ซึ่งใช้เวลาประมาณ 1-2 อาทิตย์ในการดำเนินการในขั้นตอนนี้ ซึ่งทั้งหมดนี้คือการสรุปขั้นตอนสำหรับการดำเนินการหากเอกสารบัญชีหายหรือสูญหาย อย่างไรก็ตามกิจการอาจจำเป็นต้องใช้ข้อมูลในเอกสารบัญชีเหล่านั้น ซึ่งสามารถขอสำเนาซื้อและสำเนาขายจากคู่ค้าของกิจการเพื่อนำมาใช้เป็นข้อมูลทดแทนได้

สถานที่ท่องเที่ยว ที่ไม่ควรพลาด ในจังหวัดนนทบุรี

ถ้าหากจะพูดถึงสถานที่ท้องเที่ยวที่ไม่ควรพลาดในจังหวัดนนทบุรี หากมีการจัดอันดับ หรือ ทำคอนเทนท์ ต่างๆในจังหวัดนนทบุรี อันดับต้นๆ คงนี้ไม่พ้น “เกาะเกร็ด” เกาะเกร็ด เป็นเกาะแม่น้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่าง และมีฐานะเป็นตำบลหนึ่งในท้องที่อำเภอปากเกร็ดจังหวัดนนทบุรี มีเนื้อที่ประมาณ 4.2 ตารางกิโลเมตรหรือ 2,625 ไร่ เป็นที่อยู่ของชาวไทยเชื้อสายมอญที่มีอาชีพปั้นเครื่องปั้นดินเผาเป็นส่วนใหญ่ เกาะเกร็ดเป็นได้ทั้งสถานที่ท้องเที่ยว ทางวัฒนธรรม อาหารการกิน ท่องเที่ยวเพลิดเพลินใจ ประเพณีต่างๆ และอื่นๆ อีกมากมาย การเดินทางมาก็มีเสน่ห์ เอกลักษณ์เฉพาะตัว เนื่องจากต้องโดยสารทางเรือเพื่อข้ามไปยังเกาะได้ทางเดี่ยว แต่สถานที่ขึ้นเรือมีหลายหลายจุดตามรอบเกาะ แล้วแต่ว่าจะเดินทางมาจากทางไหน เช่น ปากเกร็ด ที่จอดรถใต้สะพานพระราม 4 วัดสนามเหนือ หรือ จะเช่าเหมาเรือหางยาวที่ท่าน้ำนนทบุรี ไปที่เกาะเกร็ด มาได้หลายหลากทางมาก แต่สุดท้ายแล้ว เสน่ห์ของการเดินทางมาคือได้ล่องเรือชิมบรรยากาศมาตามแม่น้ำรอบๆ เกาะ นั้นเอง ในเกาะเกร็ดมีสถานที่สำคัญทางศาสนา เช่น วัด วัดปรมัยยิกาวาสวัดเสาธงทอง หรือ วัดฉิมพลีสุทธาวาส จุดเด่นในแต่ละวัดก็แตกต่างกัน โดยวัดที่มีจุดเด่นสำคัญ เช่นวัด วัดปรมัยยิกาวาสที่มีเจดีย์เอียง ตั้งอยู่หัวมุมเกาะ เป็นสัญลักษณ์ประจำเกาะเกร็ด หรือ วัดเสาธงทอง ที่มีประดิษฐานเจดีย์ที่สูงที่สุดของอำเภอปากเกร็ด อาหารการกินครบเครื่อง เครื่องปั้นดินเผาของไทยก็มีให้เลือกมากมาย เรียกได้ว่า มาที่เดียวจบครบ อิ่มบุญ อิ่มท้อง กันเลยทีเดียว ข้อมูลเพิ่มเติม http://รับทําบัญชี.com/7688.html

ต่างชาติ จดทะเบียนบริษัท คนต่างชาติเป็นกรรมการบริษัท

เรื่องสัดส่วนการถือหุ้นเป็นเรื่องภายในของบริษัท แต่หากว่าชาวต่างชาติถือหุ้นในบริษัทเกินกว่าร้อยละ 49 ถือว่าบริษัทนั้นเป็นนิติบุคคลต่างด้าว ซึ่งต้องดูว่าวัตถุประสงค์ในการประกอบกิจการของบริษัทว่าเข้าข่ายต้องขออนุญาตประกอบกิจการของคนต่างด้าวหรือไม่ กรณีคนต่างด้าวลงทุนในบริษัทจำกัด ตั้งแต่ร้อยละ 40 แต่ไม่ถึงร้อยละ 50 ของทุนจดทะเบียน หรือกรณีมีคนต่างด้าวลงทุนในบริษัทจำกัดต่ำกว่าร้อยละ 40 ของทุนจดทะเบียนแต่คนต่างด้าวเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัท ให้ผู้ถือหุ้นที่มีสัญชาติไทยทุกคนส่งหลักฐานแสดงที่มาของเงินลงทุนที่สอดคล้องกับจำนวนเงินที่ชำระแล้วของผู้ถือหุ้นแต่ละราย อย่างใดอย่างหนึ่ง ดังต่อไปนี้ 1. สำเนาสมุดเงินฝากธนาคาร หรือสำเนาใบแจ้งยอดบัญชีธนาคารย้อนหลัง 6 เดือน หรือ 2. เอกสารที่ธนาคารออกให้เพื่อรับรอง หรือแสดงฐานะทางการเงินของผู้ถือหุ้น หรือ 3. สำเนาหลักฐานที่แสดงแหล่งที่มาของเงินที่นำมาชำระค่าหุ้น (2) ในการจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทเอกสารประกอบการจดทะเบียนไม่ต้องแนบเอกสารของผู้ถือหุ้น เพียงแต่แนบบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น (แบบ บอจ.5) รายละเอียดและขั้นตอนการจัดตั้งบริษัทดูได้จากเว็บไซต์ของกรมฯ ที่หัวข้อ “บริการกรม”  เลือก -“การจดทะเบียนธุรกิจ”  เลือก -“บริษัทจำกัด”  เลือก -“3 จัดตั้งบริษัทจำกัด”   หาข้อมูลเพิ่มเติมที่ : http://รับทําบัญชี.com/2.html

Next Page »