งบกำไรขาดทุน
กำไรขาดทุน
-กำไร (ขาดทุน)ก่อนดอกเบี้ยจ่ายและภาษีเงินได้ (Profit (Loss) Before Interest and
Income Tax Expenses) หมายถึง ยอดรวมรายได้หักด้วยยอดรวมค่าใช้จ่าย แต่ก่อนหักดอกเบี้ยจ่ายและก่อนภาษีเงินได้ หากมีผลขาดทุนให้แสดงจำนวนเงินไว้ในเครื่องหมายวงเล็บ
-ดอกเบี้ยจ่าย (Interest Expenses) หมายถึงดอกเบี้ยจ่ายหรือค่าตอบแทนเนื่องจากการใช้
ประโยชน์จากเงินหรือเงินทุน
- ภาษีเงินได้ (Income Tax Expenses) หมายถึง ภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ คำนวณขึ้นตามวิธีการ
บัญชีหรือตามบทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากร
-กำไร(ขาดทุน) จากกิจกรรมตามปกติ (Profit (Loss) From Ordinary Activities) หมายถึง
กำไร (ขาดทุน) จากกิจกรรมซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการประกอบธุรกิจตามปกติ หรือเกิดขึ้นจากการดำเนินงานตามปกติของห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน รวมทั้งกิจกรรมอื่นซึ่งเกี่ยวเนื่องกับกาประกอบธุรกิจหรือการดำเนินงานดังกล่าว
-รายการพิเศษ-สุทธิ (Extraordinary Items Net) หมายถึง รายได้หรือค่าใช้จ่ายที่เกิดจกกราย
การหรือเหตุการณ์ทางบัญชีที่มีความแตกต่างอย่างชัดเจน จากการดำเนินงานตามปกติของกิจการ และไม่คาดว่าจะเกิดขึ้นเป็นประจำหรือเกิดขึ้นไม่บ่อย เช่น ค่าเสียหายที่เกิดจากไฟไหม้ น้ำท่วม หรือภัยธรรมชาติอย่างอื่นรายการพิเศษนี้ให้แสดงเป็นยอดสุทธิจากภาษีเงินได้ที่เกี่ยวข้อง ในกรณีที่รายการพิเศษเป็นผลขาดทุนให้แสดงจำนวนเงินไว้ในเครื่องหมายวงเล็บ
-กำไร(ขาดทุน) สุทธิ (Net Profit (Loss)) หมายถึง กำไรหรือขาดทุนหลังจากหักหรือรวมรายการ
พิเศษแล้ว หากมีผลขาดทุนสุทธิให้แสดงจำนวนเงินไว้ในเครื่องหมายวงเล็บ
กำไรขาดทุน
เครื่องหมายการค้า
สิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ ต้องเป็นการออกแบบผลิตภัณฑ์ใหม่เพื่อการอุตสาหกรรมและหัตถกรรมมีอายุ 10 ปี นับตั้งแต่วันขอรับสิทธิบัตร
-ลิขสิทธิ์ (Copyrights) หมายถึง สิทธิตามกฎหมายที่รัฐบาลมอบให้บุคคลหนึ่งบุคคลได้ในการสร้างสรรค์ผลงานประเภทวรรณกรรม นาฎกรรม ศิลปกรรม ดนตรี โสตทัศนวัสดุ ภาพยนตร์ สื่อบันทึกเสียงงานในแผนกวรรณคดี วิทยาศาสตร์ และแผนกศิลปของผู้สร้างสรรค์ เจ้าของลิขสิทธิ์ แต่ผู้เดียว ในการทำซ้ำหรือดัดแปลง เผยแพร่ต่อสาธารณชน ให้เช่าหรือสำเนางาน ให้ประโยชน์อันเกิดจากลิขสิทธิ์แก่ผู้อื่น และอนุญาตให้ผู้อื่นใช้สิทธิในการทำซ้ำหรือดัดแปลงเผยแพร่ ให้เช่าหรือสำเนาได้โดยกำหนดเงื่อนไขหรือ ไม่ก็ได้ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิคุ้มครองตลอดอายุของผู้สร้างสรรค์และมีอยู่ต่อไปอีก 50 ปี นับแต่ผู้สร้างสรรค์ถึงแก่ความตาย กรณีที่ผู้สร้างสรรค์เป็นนิติบุคคลให้ลิขสิทธิ์มีอายุ 50 ปี นับแต่ผู้สร้างสรรค์ได้สร้างสรรค์ขึ้น
-เครื่องหมายการค้า และยี่ห้อการค้า (Trademarks and tradenames) หมายถึง ภาพถ่าย ภาพวาด ภาพประดิษฐ์ ตรา ชื่อ ตัวหนังสือ ตัวเลข ลายมือชื่อ เพื่อแสดงว่าสินค้าที่ใช้เครื่องหมายนั้นแตกต่างจากสินค้าอื่น ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า กรจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าจะได้รับความคุ้มครองเป็นเวลา 10 ปี และสามารถต่ออายุได้ทุก ๆ 10 ปี [...]
การคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล
ดอกเบี้ยกู้ยืมที่อยู่ในบังคับต้องถูกหักภาษีไว้ ณ ที่จ่าย ตามกฎหมายว่าด้วยภาษีเงินได้ปิโตรเลียม ให้นำมารวม คำนวณเป็นรายได้เพียงเท่าที่เหลือจากถูกหักภาษีไว้ ณ ที่จ่าย ตามกฎหมายดังกล่าว และถ้าผู้รับเป็นบริษัทจดทะเบียนให้นำ บทบัญญัติของข้อ 10 มาใช้บังคับโดยอนุโลม
-เงินปันผลหรือเงินส่วนแบ่งของกำไร ที่อยู่ในบังคับต้องภูกหักภาษี ไว้ ณ ที่จ่าย ตามกำหมายว่าด้วยภาษี เงินได้ปิโตรเลียม ให้นำมารวมคำนวณเป็นรายได้เพียงเท่าที่เหลือจากถูกหักภาษีไว้ ณ ที่จ่าย ตามกฎหมายดังกล่าวและถ้า ผู้รับเป็นบริษัทจดทะเบียนให้นำบทบัญญัติของข้อ 10 มาใช้บังคับโดยอนุโลม
-มูลนิธิหรือสมาคม มูลนิธิ หรือสมาคมที่ประกอบกิจการซึ่งมีรายได้ไม่ต้องนำเงินค่าลงทะเบียน หรือค่าบำรุง ที่ได้รับจากสมาชิก หรือเงิน หรือทรัพย์สินที่ได้รับจากการรับบริจาค หรือจากการให้โดยเสน่หาแล้วแต่กรณีมารวมคำนวณ เป็นรายได้
-ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีขาย ซึ่งบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่เป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ได้รับหรือพึงได้รับ และภาษีมูลค่าเพิ่มซึ่งได้รับคืนจากการขอคืน ไม่ต้องนำมารวมคำนวณเป็นรายได้
การคำนวณกำไรสุทธิ
มูลค่าทรัพย์สินและหนี้สินเป็นเงินตราต่างประเทศ
มูลค่าของทรัพย์สินและหนี้สินเป็นเงินตราต่างประเทศ
เงินตรา ทรัพย์สิน หรือหนี้สิน ซึ่งมีค่าหรือราคาเป็นเงินตราต่างประเทศที่เหลืออยู่ในวันสุดท้ายของ รอบระยะเวลาบัญชีให้คำนวณหรือราคาเป็น เงินตราไทย ดังนี้
-กรณีบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนอกจาก ข. ให้คำนวณค่าหรือราคาของเงินตราหรือ ทรัพย์สินเป็นเงินตราไทยตามอัตราถัวเฉลี่ยที่ธนาคารพาณิชย์รับซื้อ ซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทยได้คำนวณไว้ และให้คำนวณค่าหรือราคาของหนี้สินเป็นเงินตราไทยตามอัตราถัวเฉลี่ยที่ธนาคารพาณิชย์ขายซึ่ง ธนาคารแห่งประเทศไทยได้คำนวณไว้
-กรณีธนาคารพาณิชย์หรือสถาบันการเงินอื่นตามที่รัฐมนตรีกำหนดให้คำนวณค่าหรือราคาของเงินตรา ทรัพย์สิน หรือหนี้สินเป็นเงินตราไทยตามอัตราถัวเฉลี่ยระหว่างอัตราซื้อและอัตราขายของธนาคารพาณิชย์ ที่ธนาคารแห่งประเทศไทย ได้คำนวณไว้
เงินตราทรัพย์สิน หรือหนี้สิน ซึ่งมีค่าหรือราคาเป็นเงินตราต่างประเทศที่รับมาหรือจ่ายไปในระหว่างรอบระยะ เวลาบัญชี ให้คำนวณค่าหรือราคาเป็นเงินตราไทยตามราคาตลาดในวันที่รับมาหรือจ่ายไปนั้น
เพื่ออำนวนความสะดวกแก่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีรอบระยะเวลาบัญชีสิ้นสุดลงในวันที่ 31 ธันวาคม ซึ่งเป็นผู้ประกอบการส่วนใหญ่กรมสรรพากรจะออกประกาศอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศในกรณีดังกล่าวให้ ทราบทั่วกันส่วนผู้มีรอบระยะเวลาบัญชีสิ้นสุดลงในวันอื่นกรมสรรพากรไม่อาจประกาศให้ทราบได้จึงเป็นหน้าที่ ของผู้ประกอบการต้อง สอบถามจากธนาคารแห่งประเทศไทยหรือสำนักงานสาขาส่วนภูมิภาคของ ธนาคารแห่งประเทศไทย โดยตรง
มูลค่าของทรัพย์สินและหนี้สินเป็นเงินตราต่างประเทศ
เอกสารทางการบัญชี
ใบสั่งซื้อสินค้า (Purchase Order) เอกสารที่ผู้ซื้อจัดทำขึ้นเพื่อแจ้งว่าต้องการสินค้าประเภทใด ชนิดใด ปริมาณเท่าไร และคุณภาพอย่างไร ไว้ในใบสั่งซื้อ และส่งไปให้ผู้ขายทราบ
-ใบกำกับสินค้า (Invoice) เอกสารที่ผู้ขายจัดทำขึ้นเพื่อส่งไปให้ผู้ซื้อพร้อมกับสินค้าใบกำกับสินค้านี้ควรทำอย่างน้อย 2 ฉบับ ต้นฉบับส่งให้ผู้ซื้อพร้อมกับสินค้า สำเนาส่งให้แผนกบัญชี เพื่อบันทึกรายการขายสินค้า กิจการค้าปลีกที่มีการขายเชื่อจะทำใบขาย (Sales Slip)
-ใบหักหนี้ หรือใบรับคืน (Credit Memaorandum or Credit Note)เอกสารที่ผู้ขายออกให้ผู้ซื้อ เมื่อผู้ซื้อได้รับสินค้าแล้วปรากฏว่าสินค้านั้นส่งผิดคำสั่ง หรือสินค้าชำรุด หรือคิดราคาสินค้ามากเกินไป จะแจ้งให้ผู้ขายทราบว่าได้บันทึกการหักหนี้ให้แล้ว ใบหักหนี้จัดทำขึ้นอย่างน้อย 2 ฉบับ ส่งให้แก่ผู้ซื้อเพื่อแจ้งลดหนี้ให้ และสำเนาเก็บไว้เป็นหลักฐานประกอบเอกสารที่ผู้ซื้อแจ้งมาขอให้หักหนี้ คือใบขอลดหนี้
-ใบลดหนี้ หรือใบส่งคืน (Debit Memorandum or Debit Note)เอกสารที่ผู้ซื้อจัดทำส่งให้ผู้ขาย เพื่อให้ทราบว่าได้บันทึกบัญชีลดหนี้บางส่วนสำหรับสินค้าที่ส่งคืน หรือจำนวนที่ได้ลดแล้ว ใบขอลดหนี้ หรือใบส่งคืนจัดทำขึ้นอย่างน้อย 2ฉบับ ต้นฉบับส่งให้แก่ผู้ขายเพื่อขอลดหนี้และสำเนาเก็บไว้เป็นหลักฐานประกอบเอกสารที่ผู้ขายแจ้งตอบให้หักหนี้ คือใบหักหนี้
-ใบเสร็จรับเงิน (Receipt) เอกสารที่ผู้ขายจะออกให้ผู้ซื้อในกรณีขายสินค้าเป็นเงินสด หรือรับชำระหนี้จากลูกหนี้ และใบเสร็จรับเงินนี้ใช้เป็นหลักฐานในการบันทึกรายการขายสินค้าเป็นเงินสด และการรับชำระหนี้จากลูกหนี้
-ใบกำกับภาษี(Tax Invioce)เอกสารหรือหลักฐานที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม มีหน้าที่ที่จะต้องจัดทำ [...]
เงินทุนสำรองจ่าย
เงินสำรอง
-เงินสำรองจากเบี้ยประกันภัยเพื่อสมทบทุนประกันชีวิตที่กันไว้ก่อนคำนวณกำไร เฉพาะส่วนที่ไม่เกินร้อยละ 65 ของจำนวนเบี้ยประกันภัยที่ได้รับในรอบระยะเวลาบัญชีหลังจากหักเบี้ยประกันซึ่งเอาประกันต่อออกแล้วถือเป็น รายจ่ายได้ ในรอบระยะเวลาบัญชี ถ้ากิจการจำเป็นต้องใช้เงินตามจำนวนที่เอาประกัน สำหรับกรมธรรม์ประกันชีวิตรายใด ไม่ว่าเต็มจำนวน หรือบางส่วนเงินที่ใช้ไปเฉพาะส่วนที่เกินเงินสำรองที่ตั้งไว้ถือเป็นรายจ่ายได้ (ส่วนที่ไม่เกินถือเป็นรายจ่ายไม่ได้) เมื่อกรมธรรม์ประกันชีวิตสิ้นสุดลงโดยการเลิกสัญญากรมธรรม์เงินสำรองที่ตั้งไว้สำหรับกรมธรรม์รายที่เลิกต้อง โอนกลับไปเป็นรายได้ ในรอบระยะเวลาบัญชีที่เลิกกรมธรรม์นั้น
-เงินสำรองจากเบี้ยประกัน เพื่อสมทบทุนประกันภัยอื่นที่กันไว้ก่อนคำนวณกำไร เฉพาะส่วนที่ไม่เกินร้อยละ 40 ของจำนวนเบี้ยประกันภัยที่ได้รับในรอบระยะเวลาบัญชีหลังจากหักเบี้ยประกันภัยซึ่งเอาประกันต่อออกแล้วถือเป็น รายจ่าย ได้ เงินสำรองที่กันไว้นี้ จะต้องถือเป็นรายได้ในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีในรอบระยะเวลาบัญชีปีถัดไป
-เงินสำรองที่กันไว้เป็นค่าเผื่อหนี้สูญหรือหนี้สงสัยจะสูญ สำหรับหนี้จากการให้สินเชื่อที่ธนาคารพาณิชย์ บริษัทเงินทุน บริษัทหลักทรัพย์ หรือบริษัทเครดิตฟองซิเอร์ได้กันไว้ตามกฎหมายว่าด้วยการธนาคารพาณิชย์ หรือกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ แล้วแต่กรณี ทั้งนี้ เฉพาะส่วนที่ตั้งเพิ่มขึ้นจากเงินสำรองประเภทดังกล่าวที่ปรากฎในงบดุลของรอบระยะเวลาบัญชีก่อน เงินสำรองส่วนที่ตั้งเพิ่มขึ้นตามวรรคหนึ่ง และได้นำมาถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิไปแล้วใน รอบระยะเวลาบัญชีใดต่อมาหากมีการตั้งเงินสำรองดังกล่าวลดลง ให้นำเงินสำรองส่วนที่ตั้งลดลงซึ่งได้ถือเป็นรายจ่ายไป แล้วนั้น มารวมคำนวณเป็นรายได้ในรอบระยะเวลาบัญชีที่ตั้งเงินสำรองลดลงนั้น
เงินสำรอง
บุคคลธรรมดา
บุคคลธรรมดา
บุคคลธรรมดา ได้แก่ บุคคลที่มีสภาพเป็นบุคคลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 15 ซึ่งบัญญัติว่า “สภาพบุคคลย่อมเริ่มแต่เมื่อคลอดแล้วอยู่รอดเป็นทารก และสิ้นสุดลงเมื่อตาย ทารกในครรภ์มารดาก็สามารถจะมีสิทธิต่างๆ ได้ หากว่าภายหลังเกิดมารอดอยู่” จากบทบัญญัติดังกล่าว บุคคลธรรมดาจึงหมายถึงคนที่มีชีวิต ไม่จำกัดอายุ ความสามารถ หากมีเงินได้พึงประเมินที่อยู่ในเกณฑ์ต้องเสียภาษีแล้ว ก็จะต้องเสียภาษีเงินได้ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นเด็ก ผู้ใหญ่ คนแก่ คนวิกลจริต คนไร้ความสามารถ คนเสมือนไร้ความสามารถ พระภิกษุสงฆ์ สามเณร และไม่ว่าจะมีสัญชาติ เชื้อชาติ ศาสนาใดก็ตาม สำหรับผู้เยาว์อายุไม่ถึง 20 ปี หรือยังไม่ได้บรรลุนิติภาวะโดยการสมรส คนไร้ความสามารถ คนเสมือนไร้ความสามารถ หรือผู้อยู่ในต่างประเทศให้ผู้แทนโดยชอบธรรม ผู้อนุบาล ผู้พิทักษ์ หรือผู้จัดการกิจการอันก่อให้เกิดเงินได้พึงประเมินนั้นแล้วแต่กรณี เป็นผู้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้และเสียภาษีแทนผู้เยาว์ คนไร้ความสามารถ คนเสมือนไร้ความสามารถหรือผู้อยู่ในต่างประเทศ
ในกรณีสามีภรรยาต่างฝ่ายต่างมีเงินได้ และความเป็นสามีภรรยานั้น มีอยู่ตลอดปีภาษี แม้จะเป็นบุคคลธรรมดาสองคน แต่ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 57 ตรี วรรคหนึ่ง ได้กำหนดให้ถือเอาเงินได้ของภรรยาเป็นเงินได้ของสามี คือถือว่าเป็นบุคคลคนเดียวกัน เว้นแต่ในกรณีที่ภรรยามีเงินได้พึงประเมิน ประเภทที่ 1 ตามมาตรา [...]
การคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล
การคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล
จะต้องเป็นไปตามเงื่อนไขที่บัญญัติตามมาตรา 65 ทวิ ซึ่งมีราย ละเอียดดังนี้
-รายการที่ระบุไว้ในมาตรา 65 ตรีไม่ให้ถือเป็นรายจ่าย(รายจ่ายต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี ดูรายละเอียดในลำดับถัดไป)
-ค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาของทรัพย์สินให้หักได้ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไขและอัตราที่กำหนดโดย พระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 145 ) ดังนี้
-การหักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาจะต้องไม่เกินอัตราร้อยละของมูลค่าต้นทุน ตามประเภทของทรัพย์สินดังต่อไปนี้
ประเภททรัพย์สิน ร้อยละ
อาคาร
-อาคารถาวร 5
-อาคารชั่วคราว 100
การคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล
วิธีหาข้อยุติในจำนวนเงินภาษีอารการที่ต้องเสีย
วิธีหาข้อยุติในจำนวนเงินภาษีอากรที่ต้องเสีย
เมื่อเกิดปัญหาเกี่ยวกับจำนวนภาษีอากรที่ต้องเสีย กฎหมายได้วางวิธีการเพื่อหาข้อยุติในเรื่องนี้ไว้ 3 ขั้น และ 2 ขั้น สำหรับบางประเภท
ขั้นตอนในการหาข้อยุติในจำนวนเงินภาษีอากรที่ต้องเสีย
-การประเมินภาษี
ในกรณีที่เสียภาษีโดยการประเมินตนเอง หากการประเมินตนเองที่ผู้เสียภาษียื่นแบบแสดงรายการ
เป็นที่พอใจของเจ้าพนักงาน ขั้นตอนของภาษีอากรก็ยุติเพียงแค่นั้น แต่หากเจ้าพนักงานเห็นว่ายังไม่ถูกต้อง ก็จะประเมินเพิ่มเติม ถ้าผู้เสียภาษีอากรไม่คัดค้าน ขั้นตอนก็ยุติเพียงแค่นั้นเช่นกัน
สำหรับในกรณีที่เสียภาษีโดยการประเมินของเจ้าพนักงาน ถ้าผู้เสียภาษีอากรเห็นว่าการประเมินของเจ้าพนักงานถูกต้องแล้ว และยอมชำระภาษีอากรตามจำนวนที่ประเมินนั้น ขั้นตอนของภาษีอากรก็ยุติเพียงแค่นั้น
-การอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์
ในกรณีผู้เสียภาษีอากรไม่พอใจการประเมินของเจ้าพนักงานกฎหมายกำหนดให้ผู้เสียภาษีอากรยื่นอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ของฝ่ายบริหารเสียก่อนภายในกำหนดเวลา 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งการประเมิน โดยจะนำคดีขึ้นสู่ศาลเลยไม่ได้
คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ในเขตกรุงเทพมหานคร ประกอบด้วย
-อธิบดีกรมสรรพากร หรือผู้แทน
-ผู้แทนกรมอัยการ
-ผู้แทนกรมการปกครอง
ในเขตจังหวัดอื่นประกอบด้วย
-ผู้ว่าราชการจังหวัดหรือผู้แทน
-สรรพากรเขตหรือผู้แทน
-อัยการจังหวัดหรือผู้แทน
เมื่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ได้รับคำอุทธรณ์ของผู้เสียภาษีที่ถูกประเมินเรียกเก็บภาษีแล้ว ก็จะพิจารณาคำอุทธรณ์ของผู้ต้องเสียภาษีอากรนั้น หากคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยแล้วและผู้เสียภาษีอากรพอใจในคำวินิจฉัย ขั้นตอนของภาษีอากรก็ยุติเพียงแค่นั้น
ถ้าไม่พอใจและไม่มีข้อห้ามอย่างอื่นตามกฎหมายแล้วก็สามารถนำคดีขึ้นสู่ศาลภาษีได้ส่วนฝ่ายรัฐบาลผู้จัดเก็บภาษีอากรนั้น ไม่อาจนำคดีขึ้นสู่ศาลภาษีได้
-การอุทธรณ์ต่อศาลภาษีอากร
เมื่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์พิจารณาชี้ขาดอุทธรณ์และแจ้งไปยังผู้อุทธรณ์แล้วหากผู้อุทธรณ์ไม่พอใจในคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ก็สามารถอุทธรณ์คำวินิจฉัยนั้นโดยยื่นฟ้องต่อศาลภาษีอากรภายในกำหนดเวลา 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ เมื่อคดีขึ้นสู่ศาลภาษีแล้ว ทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายผู้เสียภาษีอากรมีสิทธิอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาได้ทั้งสองฝ่ายภายใน 1 เดือนนับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษา คำพิพากษาของศาลฎีกาถือเป็นที่สุด
วิธีหาข้อยุติในจำนวนเงินภาษีอากรที่ต้องเสีย
การบังคับกฏหมายภาษีอากร
การบังคับ (Sanction) ตามบทบัญญัติของกฎหมายภาษีอากร
เพื่อประโยชน์ในการบังคับให้ผู้มีหน้าที่เสียภาษีอากรได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติของกฎหมายจึงจำเป็นต้องมีบทลงโทษในกรณีที่ไม่ปฎิบัติตามกฎหมายหรือปฏิบัติโดยไม่ถูกต้อง ซึ่งแบ่งบทบัญญัติออกเป็น 3 ชนิด ดังต่อไปนี้
-โทษทางอาญา มีบทลงโทษทั้งปรับหรือจำคุกหรือทั้งปรับทั้งจำ
-โทษทางแพ่ง มี 2 อย่างคือ เบี้ยปรับและเงินเพิ่ม
เบี้ยปรับ หมายถึง การเพิ่มจำนวนเงินภาษี ในกรณีที่ผู้เสียภาษีอากรประเมินตนเองไม่ถูกต้อง ทำให้เสียภาษีน้อยกว่าที่ควรต้องเสีย กฎหมายกำหนดให้เพิ่มจำนวนขึ้นจากที่เสียตามปกติเป็นอีก 1 เท่าหรือ 2 เท่า ของจำนวนเงินภาษีที่ต้องชำระแล้วแต่กรณี
เงินเพิ่ม หมายถึง เงินที่เพิ่มขึ้นหรือดอกเบี้ยจากการชำระภาษีเกินกำหนดเวลาถ้าผู้มีหน้าที่เสียภาษีอากรไม่ชำระค่าภาษีอากรภายในกำหนดเวลาตามกฎหมายก็จะต้องเสียดอกเบี้ยหรือ “เงินเพิ่ม” ด้วย โดยปกติจะคิดร้อยละ 1.5 ต่อเดือน
การบังคับ (Sanction)
