ทุนจดทะเบียน…เรื่องง่ายๆที่เข้าใจได้ยาก

หากท่านเป็นผู้หนึ่งที่กำลังอ่านงบการเงิน อาจคุ้นเคยกับคำว่าทุนจดทะเบียนเป็นอย่างดี เพราะทุนจดทะเบียน คือ จำนวนเงินทุนของบริษัทที่ได้จดทะเบียนไว้ตามกฎหมาย และได้กำหนดไว้ในหนังสือบริคณฑ์สนธิของบริษัท โดยแยกออกเป็นหุ้นพร้อมทั้งระบุมูลค่าหุ้นที่ตราไว้ และจำนวนสูงสุดของหุ้นที่จะออกจำหน่ายได้ แต่สำหรับคนที่เพิ่งก่อตั้งบริษัท อาจกำลังตั้งคำถาม ทุนจดทะเบียนควรจะเป็นเท่าไร ควรจดทะเบียนดีหรือไม่แล้วส่งผลกระทบอย่างไร ซึ่งในบทความนี้จะอธิบายทุนจดทะเบียนให้เข้าใจได้ง่ายๆ ดังนี้ ความหมายของทุนจดทะเบียน ทุนจดทะเบียน (Authorized Capital) คือ ทุนที่เจ้าของกิจการแจ้งจดทะเบียนเพื่อใช้ในการดำเนินกิจการของบริษัท ซึ่งหมายความว่า ทุนจดทะเบียนจะมีจำนวนเท่ากับ จำนวนหุ้นทุนที่จดทะเบียนไว้คูณด้วยราคาพาร์ของหุ้นแต่ละหุ้น ทุนจดทะเบียนจะมากหรือน้อยมักขึ้นอยู่กับความเล็กหรือใหญ่ของธุรกิจ โดยการจดทะเบียนทุนดังกล่าว จะต้องจัดทำที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์เป็นหน่วยงานที่รับจดทะเบียนบริษัท กรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้กำหนดอัตราค่าธรรมเนียมสำหรับทุนจดทะเบียนไว้ โดยนอกจากการจดทะเบียนจะต้องกระทำ เนื่องจากเป็นไปตามที่กฎหมายกำหนดแล้ว ทุนจดทะเบียนบริษัทยังมีผลกับความน่าเชื่อถือในการรับงานของบริษัทอีกด้วย การรับงานใน scale ใหญ่ๆ การจ้างบริษัทที่มีทุนจดทะเบียนสูง จะช่วยให้ผู้ว่าจ้างอุ่นใจกว่าการจ้างบริษัทที่มีทุนจดทะเบียนน้อยๆ เพราะหากเกิดปัญหาถึงขั้นต้องฟ้องร้องและต้องมีการชดใช้ค่าเสียหายเกิดขึ้น บริษัทที่มีทุนจดทะเบียนมากกว่าก็จะสามารถชดใช้ค่าเสียหายได้มากกว่าบริษัทที่มีทุนจดทะเบียนน้อยกว่านั่นเอง ทุนจดทะเบียนบริษัทเท่าไหร่ดี? สำหรับคำถาม ทุนจดทะเบียนควรเป็นสักเท่าไหร่? ยังไม่มีคำตอบที่ตายตัวสำหรับคำถามนี้ เพราะทุนจดทะเบียนที่คนส่วนใหญ่จะนิยมจดทะเบียนจะอยู่ที่ขั้นต่ำ 1 ล้านบาท ซึ่งเป็นอัตราค่าธรรมเนียมที่นิยมแต่มิได้บังคับ เนื่องจากกฎหมายได้กำหนดให้มีการเสียค่าธรรมเนียมอิงตามมูลค่าทุนที่แจ้งจดทะเบียน ซึ่งไม่ว่าเราจะจดทะเบียนบริษัทด้วยทุน 1 ล้านบาท หรือ 1 แสนบาท ก็จะต้องเสียค่าธรรมเนียม 5,000 บาทเท่ากัน ดังนั้น หากในกรณีที่ธุรกิจของเรามีการเติบโต และต้องการเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับธุรกิจ เจ้าของกิจการอาจพิจารณาการเพิ่มทุนจดทะเบียนบริษัท จากเดิมจดทะเบียนบริษัทด้วยทุน 1 แสนบาท ต้องการเพิ่มทุนเป็น 1 ล้านบาท คุณจะต้องเสียค่าธรรมเนียมในการเพิ่มทุนอีก 5,000 บาทรวมค่าธรรมเนียมที่คุณต้องจ่ายทั้งสิ้นคือ 10,000 บาท ดังนั้นหลายๆคนจึงเลือกที่จะจดทะเบียนด้วยทุน 1 ล้านบาทตั้งแต่ครั้งแรก เพื่อประหยัดค่าใช้จ่ายในเรื่องของค่าธรรมเนียม นั่นเอง  

ความรู้เบื้องต้น ของแม่บทการบัญชี (Accounting Framework)

แม่บทการบัญชี  คืออะไร แม่บทการบัญชี ถือว่าเป็นมาตรฐานการบัญชีแต่เป็นกรอบหรือแนวคิดขั้นพื้นฐานในการจัดทำและนำเสนองบการเงินตลอดจนการกำหนดและนำเสนองบการเงินตลอดจนการกำหนดและนำมาตรฐานการบัญชีที่ปฏิบัติสือมาระหว่างผู้จัดทำและผู้ใช้งบการเงิน ซึ่งทั้งสองฝ่ายจำเป็นต้องเข้าใจเนื้อหาในแม่บทการบัญชีก่อนที่จะสามารถเข้าใจและปฏิบัติตามมาตรฐานการบัญชีเฉพาะเรื่องได้อย่างถูกต้อง โดย วัตถุประสงค์สำคัญของแม่บทการบัญชี คือ เป็นแนวทางสำหรับคณะกรรมการมาตรฐานการบัญชีในพัฒนามาตรฐานการบัญชีในอนาคตและในการทบทวนมาตรฐานการบัญชีที่มีในปัจจุบัน 2. เป็นแนวทางสำหรับคระกรรมการมาตรฐานการบัญชีในการปรับข้อกำหนดมาตรฐานและการปฏิบัติทางบัญชีที่เกี่ยวข้องกับการนำเสนองบการเงินให้สอดคล้องกัน เป็นแนวทางสำหรับผู้จัดทำงบการเงินในการนำมาตรฐานการบัญชีมาปฏิบัติรวมทั้งเป็นแนวทางในการฟฏิบัติสำหรับเรื่องที่ยังไม่มีมาตรฐานของการบัญชีรองรับ 4. เป็นแนวทางสำหรับผู้สอบบัญชีในการแสดงความเห็นต่องบการเงินว่าได้จัดทำขึ้นตามมาตรฐานการบัญชีหรือไม่ 5. ช่วยให้ผู้ใช้งบการเงินสามารถเข้าใจความหมายของข้อมูลที่แสดงในงบการเงินซึ่งจัดทำขึ้นตามมาตรฐานการบัญชี 6. ให้ผู้สนใจได้ทราบข้อมูลเกี่ยวกับแนวทางในการกำหนดมาตรฐานการบัญชีของคณะกรรมการมาตรฐานการบัญชี ผู้ใช้งบการเงินและความต้องการข้อมูล ผู้ใช้งบการเงินสามารถแบ่งได้หลายประเภทตามลักษณะวัตถุประสงค์ความต้องการใช้ข้อมูลของผู้ใช้แต่ประเภทเพื่อสนองความต้องการที่แตกต่างกันไปซึ่งสามารถสรุปได้ดังนี้ โดยแม่บทการบัญชีจะเกี่ยวข้องกับงบการเงินและงบการเงินรวมที่จัดทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์โดยทั่วไปซึ่งจะจัดทำนำเสนออย่างน้อยปีละหนึ่งครั้งเพื่อนำข้อมูลให้กับผู้ใช้งบการเงินทุกประเภทด้วยงบดุลงบกำไรขากทุนงบแสดงการเปลี่ยนแปลงในส่วนของเจ้าของหรืองบกำไรขาดทุนเบ็ดเสร็จงบการเงินอาจรวมข้อมูลหรือรายละเอียดประกอบเพิ่มเติมเพื่อให้ข้อมูลแก่ผู้ใช้งานงบการเงินเข้าใจงบการเงินมากขึ้น โดย มีขอบเขตของแม่บทการบัญชี ที่สำคัญ 4 ส่วน คือ 1. วัตถุประสงค์ของงบการเงิน 2. ลักษณะเชิงคุณภาพของงบการเงินที่กำหนดว่าข้อมูลในงบการเงินมีประโยชน์ 3. คำนิยามการรับรู้และการวัดมูลค่าขององค์ประกอบต่างๆที่ประกอบขึ้นเป็นงบการเงิน 4. แนวคิดเกี่ยวกับทุนและการรักษาระดับทุน  

กำไรสะสม สำคัญหรือไม่

คำว่ากำไรสะสม มักถูกอ่านพบได้บ่อยในส่วนเอกสารงบดุลในส่วนของผู้ถือหุ้น ซึ่งกำไรสะสมถือว่ามีความสำคัญต่อภาพลักษณ์ของกิจการในสายตานักธุรกิจ นักลงทุนและผู้เกี่ยวข้องต่อธุรกิจ ซึ่งกำไรสะสมสามารถขยายใจความสำคัญได้ ดังนี้ กำไรสะสม หมายถึง ส่วนของผู้ถือหุ้นทั้งหมดที่เกินกว่าเงินลงทุนที่ผู้ถือหุ้น นำมาลงในบริษัท กำไรสะสมเกิดจากการดำเนินงานเพื่อมุ่งหวังกำไรของบริษัท เป็น กำไรของบริษัทที่เหลืออยู่นับตั้งแต่เริ่มจัดตั้งบริษัทเป็นต้นมาจนถึงทุกสิ้นงวดบัญชี โดยกำไรสะสม แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ 1.กำไรสะสม แบบจัดสรรแล้ว หมายถึง  การที่บริษัทกันกำไรสะสมที่ปรากฏในบัญชีตั้งเป็นสำรอง  เพื่อวัตถุประสงค์หนึ่งของบริษัทจนกว่าจะมีการยกเลิกการจัดสรรกำไรสะสมนั้น  หรือบรรลุวัตถุประสงค์ของการจัดสรรแล้ว  ก็จะโอนยอดสำรองกลับไปยังบัญชีกำไรสะสมตามเดิม อย่างไรก็ตาม การจัดสรรกำไรสะสมของบริษัท  จะต้องได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้น  อนุมัติการจัดสรรกำไรสะสมตามเสนอในการนี้ที่ประชุมอาจอนุมัติหรือไม่ก็ได้ กำไรสะสมจัดสรรอาจจำแนกได้ 3 ประเภท คือ – สำรองตามกฏหมาย หมายถึง สำรองที่กันไว้จากกำไรสุทธิประจำปีตามประมวลกฏหมายแพ่งและพาณิชย์  โดยมีการจัดสรรไว้สำหรับหุ้นทุนซื้อคืนมา   เป็นการกันเงินกำไรไว้ในบริษัทเพื่อมิให้นำไปจ่ายเป็นเงินปันผลจนกว่าจะมีการจำหน่ายหุ้นทุนนั้นกลับออกไป ทั้งนี้เพื่อเป็นหลักประกันให้กับเจ้าหนี้ โดยบริษัทต้องจัดสรรกำไรสะสมไว้ในจำนวน เท่ากับราคาทุนที่ซื้อมา – การจัดสรรตามข้อผูกพัน  ซึ่งเป็นการตั้งตามมติของคณะกรรมการบริษัทให้จัดสรรกำไรสะสมเพื่อเป็นหลักประกันแก่เจ้าหนี้หรือผู้ถือหุ้นกู้ โดยบริษัทจะต้องจัดสรรกำไรสะสมทุกวันสิ้นปีตลอดอายุของหุ้นกู้ หรือตลอดสัญญาของการเป็นหนี้ และในขณะเดียวกันบริษัทจะต้องมีการกันเงินสดไว้เท่ากับกำไรสะสมที่เท่ากัน  เพื่อที่จะให้มีเงินสดเพียงพอที่จะไปชำระหุ้นกู้เมื่อวันครบกำหนดหลังจากดำเนินการเสร็จสิ้นการชำระหนี้แล้ว บัญชีสำรองตามข้อผูกพันมียอดคงเหลือ   ให้โอนปิดบัญชีสำรองตามข้อผูกพันกลับไปยังบัญชีกำไรสะสมที่ไม่ได้จัดสรรตามเดิม – การจัดสรรตามนโยบายของคณะกรรมการบริหารงานของบริษัท  ซึ่งเป็นการจัดสรรกำไรสะสมตามนโยบายของคณะกรรมการบริษัท โดยให้กันกำไรสะสมไว้ส่วนหนึ่งเพื่อวัตถุประสงค์ที่จะรักษาไว้ซึ่งเงินทุนหมุนเวียนให้มีสภาพคล่องในอัตราที่สูง ในการดำเนินงานทั้งในปัจจุบันและอนาคต เช่น บริษัทให้กันกำไรสะสมไว้สำหรับค่าเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต สำรองเพื่อการขยายงาน สำรองเพื่อประกันภัยตนเอง เป็นต้น 2.กำไรสะสม แบบยังไม่ได้จัดสรร หมายถึง กำไรสะสมและกำไรสุทธิของรอบระยะเวลาบัญชีปัจจุบันที่คงเหลือจากการจัดสรรในกรณีที่มียอดดุลสุทธิเป็นผลขาดทุนสะสม ให้แสดงจำนวนเงินไว้ในเครื่องหมายวงเล็บและเรียกเป็น “ขาดทุนสะสม” ดังนั้น จะเห็นได้ว่า กำไรสะสมมีความสำคัญไม่เพียงต่องบการเงินอันเป็นภาพลักษณ์ที่ดีต่อธุรกิจ/กิจการ แต่กำไรสะสมยังเป็นเครื่องการันตีความมั่นคงของกิจการ และช่วยให้กิจการสามารถพยุงตัวเองได้หากเกิดเหตุการณ์ที่ส่งผลกระทบต่อการเงินในอนาคต

ทำความรู้จักกับส่วนของผู้ถือหุ้น

หากพิจารณาจากงบการเงิน จะเห็นได้ว่ารูปแบบมาตรฐานของงบการเงิน ประกอบไปด้วย 3 ส่วนสำคัญ คือ สินทรัพย์ หนี้สินและส่วนของผู้ถือหุ้น ซึ่งในส่วนของสินทรัพย์และหนี้สิน หลายท่านคงคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี ดังนั้นในบทความนี้เราจะมาขยายความในส่วนของผู้ถือหุ้น ให้เข้าใจได้ง่ายยิ่งขึ้น ดังนี้ ส่วนของผู้ถือหุ้น คืออะไร ส่วนของผู้ถือหุ้น หมายถึง ส่วนได้เสียคงเหลือในสินทรัพย์ของกิจการหลังจากหักหนี้สินทั้งสินออกแล้ว ซึ่งเขียนสมการออกมาได้ในรูปนี้ ส่วนของผู้ถือหุ้น = สินทรัพย์ – หนี้สิน ส่วนของผู้ถือหุ้น ประกอบไปด้วย ทุนจดทะเบียน คือ จำนวนเงินที่ผู้เริ่มก่อการตกลงกันว่าจะใช้เงินลงทุนเท่าไหร่ดีในการแจ้งจดทะเบียนบริษัท กับทางกรมพัฒนาธุรกิจการค้านั่นเอง และจำนวนทุนจดทะเบียนบริษัทจะปรากฏอยู่บนหนังสือรับรองบริษัทของเรา ตามกฎหมายระบุไว้ว่า ผู้เริ่มก่อการ หรือในที่นี้คือผู้ร่วมทุน จะต้องมีอย่างน้อย 3 คนขึ้นไป กำไร (ขาดทุน) สะสม คือ ยอดกำไร (ขาดทุน) สะสมตั้งแต่เริ่มกิจการจนถึงปัจจุบัน ภายหลังจากหักเงินปันผลแล้ว ยอดขาดทุนสะสมนั้น เป็นตัวบ่งชี้สถานการณ์หรือสภาพทางธุรกิจของบริษัทได้เป็นอย่างดี กล่าวคือ ถ้าบริษัทมียอดขาดทุนสะสมมาก นั่นแสดงว่าผลการดำเนินงานของบริษัทไม่ดี มีผลกำไรจากการดำเนินงานน้อยกว่ารายจ่าย ซึ่งหากมีการสะสมมากขึ้นเรื่อยๆจะส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจ โดยความสำคัญในการวิเคราะห์บริษัทเพื่อลงทุนของส่วนผู้ถือหุ้น ในการที่บริษัทหนึ่งจะเริ่มทำธุรกิจ ต้องมีผู้ลงทุนซึ่งส่วนนั้นก็จะกลายเป็นส่วนของผู้ถือหุ้นไป เมื่อตีเป็นทุนออกมาได้ ก็แบ่งหุ้นรับความเสี่ยงในการกำไร หรือ ขาดทุนกันไป ในปีบัญชีแต่ละรอบ เมื่อขึ้นรอบถัดไปจะนำส่วนกำไรหรือขาดทุนนั้น มาไว้ในนี้ ส่วนใหญ่กำไรหรือขาดทุนก็จะนำมาใส่ไว้ที่ ส่วนของผู้ถือหุ้น หลังจากหักปันผลไปแล้ว ดังนั้นหากจะพิจารณาว่าบริษัทมีการโตในช่วงก่อนหน้าเพียงใด ก็ให้พิจารณาในส่วนของผู้ถือ และดูย้อนหลังไปหลายๆปี ถ้าบริษัทใดดูส่วนของผู้ถือหุ้นแล้ว โตเรื่อยๆ นั้นให้ตั้งข้อสังเกตุว่ามีกำไรเรื่อยๆมา และบางครั้งอาจมีการแปลงหนี้เป็นทุน หรือการให้สิทธิเจ้าหนี้เป็นผู้ถือหุ้น เป็นต้น

ทำความเข้าใจระหว่าง สินทรัพย์ VS หนี้สิน

การดำเนินกิจการใดๆ ก็ตาม จะมีฐานในการทำบัญชีที่สำคัญอย่างยิ่ง 3 สิ่งคือ สินทรัพย์ หนี้สิน และทุน ซึ่งเจ้าของกิจการ ผู้จัดทำรายงานการเงิน ตลอดจนผู้อ่านงบการเงินหลายๆท่านต้องทำความเข้าใจและสามารถแยกแยะความเป็นสินทรัพย์และหนี้สินได้ ซึ่งในบทความนี้จะนำเสนอความแตกต่างระหว่างสินทรัพย์และหนี้สิน ดังนี้ สินทรัพย์คืออะไร สินทรัพย์ คือ ทรัพยากร สิ่งที่อยู่ในความควบคุมของหน่วยงาน ซึ่งเป็นผลจากเหตุการณ์ ในอดีต และคาดว่าจะทำให้เกิดประโยชน์ในเชิงเศรษฐกิจ แก่หน่วยงาน กิจการ เจ้าของบริษัท ฯลฯ ต่อไปในอนาคต  โดยสินทรัพย์จะเป็นสิ่งที่มีตัวตนหรือไม่มีตัวตนก็ได้ ดังนั้น สินทรัพย์ (Assets) ในทางบัญชีจึงหมายถึง เงิน หรือสิ่งของที่มีมูลค่าเป็นตัวเงิน ทั้งที่มีตัวตนและไม่มีตัวตน ที่บุคคลธรรมดาหรือกิจการเป็นเจ้าของ เพื่อนำมาลงทุนในการดำเนินธุรกิจ ดังนั้น สินทรัพย์ทางบัญชีจึงแบ่งแยกได้ 3 ประเภท ดังนี้ สินทรัพย์หมุนเวียน (Current assets) หมายถึง เงินสดหรือสินทรัพย์อื่นๆที่บริษัทสามารถขาย หรือเปลี่ยนสภาพเป็นเงินสด หรือใช้หมดไปภายในระยะเวลา 1 ปี ได้แก่ เงินสด เงินฝากธนาคาร ดราฟท์ เช็คลงวันที่ล่วงหน้า(Posted Cheque) เงินลงทุนระยะสั้น ตั๋วเงินรับ ลูกหนี้ ฯลฯ สินทรัพย์ไม่หมุนเวียน (Non-Current assets) หรือสินทรัพย์ถาวร (Fixed assets) หมายถึง สินทรัพย์ที่บริษัทฯมีไว้เพื่อใช้ในการดำเนินงาน มีลักษณะคงทนถาวร และมีอายุการใช้งานนานกว่า 1 ปี โดยสินทรัพย์ไม่หมุนเวียนแบ่งย่อยได้อีก 2 ประเภท […]

ความสำคัญของงบแสดงฐานะการเงิน

งบแสดงฐานะการเงินหรือเรียกง่ายๆว่างบการเงิน  เปรียบเสมือนกับลายแทงของธุรกิจ เพราะเป็นรายงานแสดงข้อมูลเกี่ยวกับฐานะทางการเงิน ผลการดำเนินงานและการเปลี่ยนแปลงฐานะทางการเงินของกิจการ ดังนั้น กิจการหรือธุรกิจใดๆจึงต้องให้ความสำคัญกับการจัดทำงบแสดงฐานะทางการเงินให้เป็นรูปแบบมาตรฐาน ถูกต้อง แม่นยำ  เพื่อการนำไปข้อมูลจากงบการเงินไปใช้ประโยชน์แก่บุคคลที่เกี่ยวข้องต่างๆ  เช่น คู่ค้าทางธุรกิจ ซึ่งหมายถึงผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียในธุรกิจนั้นๆ โดยแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ คือ ลูกค้า(ผู้ซื้อสินค้าหรือบริการของกิจการ) และเจ้าหนี้ (ผู้ให้เงินลงทุนแก่กิจการ เช่น สถาบันการเงินต่างๆ) ซึ่งกลุ่มลูกค้า จะใช้ข้อมูลจากงบการเงินเพื่อประเมินว่าราคาของสินค้าและบริการของธุรกิจมีความน่าเชื่อถือ สมเหตุสมผลหรือไม่ ในขณะที่กลุ่มเจ้าหนี้ จะใช้ประโยชน์จากงบการเงินเพื่อประเมินสภาพคล่อง ความมั่นคงและความสามารถในการชำระหนี้ก่อนการอนุมัติเงินทุนหรือสินเชื่อแก่กิจการ ผู้บริหาร/เจ้าของกิจการ จะใช้ประโยชน์จากงบการเงินในการวิเคราะห์และประเมินโครงสร้างเงินทุนกิจการ เพื่อนำมาประกอบการพิจารณาตัดสินใจเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของกิจการหรือเพื่อปรับปรุงกลยุทธการลงทุนและการดำเนินงานต่างๆให้เข้ากับสถานการณ์ในปัจจุบัน ลูกจ้างและพนักงาน ข้อมูลที่ดีในงบการเงินจะทำให้ลูกจ้างและพนักงานมีความเชื่อมั่นในเสถียรภาพความมั่นคงของกิจการ อีกทั้งลูกจ้างและพนักงานสามารถนำงบการเงินมาอ้างอิงในการเรียกร้องค่าจ้างและสวัสดิการตามความเหมาะสม รัฐบาล เป็นผู้ได้รับประโยชน์จากการจัดเก็บภาษีของกิจการ โดยใช้ข้อมูลของงบการเงินเป็นตัวอ้างอิง นอกจากนี้รัฐบาลยังรวบรวมข้อมูลงบการเงินของกิจการในอุตสาหกรรมประเภทเดียวกันเพื่อเป็นฐานข้อมูลในการพัฒนาสนับสนุนอุตสาหกรรมหรือวางแผนพัฒนาเศรษฐกิจ ผู้ลงทุน งบการเงินเป็นรายงานสำคัญสำหรับนักลงทุน เพื่อใช้ในการพิจารณาผลการดำเนินงาน ฐานะทางการเงิน เพื่อนำมาวิเคราะห์โอกาสการเติบโตของกิจการก่อนตัดสินใจว่าควรจะลงทุนในกิจการนั้นๆหรือไม่ ดังนั้น จะเห็นได้ว่างบการเงินเป็นข้อมูลทางบัญชีที่สำคัญต่อบุคคลหลายกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับกิจการทั้งทางตรงและทางอ้อม อย่างไรก็ตาม งบการเงินประกอบด้วยรายงานข้อมูลหลายประเภท ซึ่งมีความเหมาะสมในการงานต่อบุคคลแต่ละกลุ่มที่แตกต่างกัน ซึ่งในบทความนี้จะอธิบายรายละเอียดส่วนประกอบของงบการเงิน เพื่อให้กลุ่มบุคคลมีความรู้เบื้องต้นและสามารถเลือกงบการเงินแต่ละประเภทไปใช้ได้อย่างถูกต้อง งบการเงินประกอบไปด้วย รายงานงบดุล (Balance Sheet) หรือ งบแสดงฐานะทางการเงิน เป็นงบที่แสดงรายละเอียดสินทรัพย์ หนี้สิน และส่วนทุนของเจ้าของกิจการ เป็นการบอกรายละเอียดโครงสร้างกิจการโดยภาพรวม ซึ่งผู้อ่านงบดุลจะต้องเข้าใจในหลักสมการบัญชี “สินทรัพย์ = หนี้สิน + ส่วนทุนของเจ้าของกิจการ” ดังนั้นรายงานงบดุลจึงเป็นรายงานที่เหมาะสำหรับเจ้าของ/ผู้บริหาร กลุ่มเจ้าหนี้การค้าและผู้ลงทุน สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ รายงานงบกำไรขาดทุน (Income Statement ) เป็นรายงานแสดงถึงความสามารถดำเนินการของกิจการ ในการบริหารจัดการขายสินค้าหรือบริการให้เกิดรายได้ พร้อมทั้งควบคุมค่าใช้จ่าย […]

รายงานทางการเงินที่สำคัญมีอะไรบ้าง

รายงานทางการเงิน คือการนำเสนอข้อมูลทางบัญชีอย่างมีรูปแบบที่เป็นมาตรฐาน เพื่อแสดงผลการดำเนินงานของกิจการ ฐานะทางการเงิน สภาพคล่อง กระแสเงินสดของกิจการ ฯลฯ เพื่อให้ผู้ที่เกี่ยวสามารถนำข้อมูลดังกล่าวไปใช้ประโยชน์ได้ โดยรายงานทางการเงินที่สำคัญแบ่งเป็น 3 ลักษณะตามช่วงเวลาที่จัดทำรายงานดังนี้ รายงานบัญชีประจำวัน เป็นรายงานทางบัญชีที่จัดทำขึ้นเป็นประจำทุกวัน ประกอบไปด้วยรายงานเงินคงเหลือรายวัน และรายงานรายรับ รายจ่าย หน่วยงานทางการเงินของกิจการจะต้องจัดทำรายเหล่านี้ในทุกๆวัน เพื่อนำเสนอสถานภาพการดำเนินงานและเงินคงเหลือในแต่ละวันต่อผู้บริหาร เพื่อประกอบการพิจารณานำเงินส่วนเกินดังกล่าวไปบริหารเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด รายงานประจำเดือน เป็นรายงานทางบัญชีที่ตั้งจัดทำในทุกๆเดือน โดยจะกำหนดวันที่สำหรับอ้างอิงในรายงาน เช่น ทุกวันที่ 20 ของเดือนถัดไป โดยรายงานประจำเดือน ประกอบไปด้วย รายงานแสดงฐานะทางการเงิน (งบดุล) เป็นรายงานแสดงสถานะของกิจการ ณ วันที่ที่ระบุไว้ในรายงาน ซึ่งประกอบไปด้วยสภาพสินทรัพย์ หนี้สินและทุนของกิจการ งบกำไร-ขาดทุน เป็นงบแสดงผลการดำเนินงานเพื่อสรุปรายได้และค่าใช้จ่าย โดยจะต้องจัดส่งรายงานพร้อมกับงบดุล งบกระแสเงินสด เป็นงบแสดงสภาพคล่องของกิจการ โดยเป็นสรุปเกี่ยวกับรายการเปลี่ยนแปลงสุทธิที่เกิดขึ้นของเงินสดและรายการเทียบเท่างเงินสด ระหว่างรอบระยะเวลาบัญชี รายงานประจำปี เป็นรายงานที่จัดทำขึ้นหลังจากวันปิดบัญชีประจำปี เพื่อแสดงผลการดำเนินงานและฐานะของกิจการต่อคณะกรรมการบริหาร และหน่วยงานรายชการ โดยรายงานประจำปี ประกอบไปด้วย รายงานแสดงฐานะทางการเงิน (งบดุล) งบกำไร-ขาดทุน งบกระแสเงินสด รายละเอียดประกอบงบการเงิน งบการเงินเปรียบเทียบ โดยรายงานแสดงฐานะทางการเงิน งบกำไร-ขาดทุนและงบกระแสเงินสด เป็นรูปแบบรายงานเช่นเดียวกับการจัดทำรายงานประจำเดือน แต่เป็นการรวบรวมข้อมูลในๆทุกเดือนมาจัดทำรายงานประจำปี โดยต้องจัดทำภายใน 60 วันหลังจากการประกาศปิดบัญชีประจำปี และต้องมีรายละเอียดประกอบงบการเงินเพิ่มเติม ดังนี้ 1.รายละเอียดเงินสดและเงินฝากธนาคารแต่ละประเภท รายละเอียดลูกหนี้เงินยืมและเงินทดรองยืม รายละเอียดประกอบสินทรัพย์หมุนเวียนอื่นๆ รายละเอียดเจ้าหนี้การค้าและเจ้าหนี้อื่นๆ รายละเอียดทุนสะสม รายละเอียดประเภทย่อยรายได้หรือค่าใช้จ่ายต่างๆ ซึ่งรายละเอียดประกอบงบการเงินจะช่วยให้บุคคลภายนอก เช่น นักลงทุน ธนาคาร หน่วยงานรัฐบาล สามารถทำความเข้าใจงบการการเงินได้ง่ายและละเอียดยิ่งขึ้น […]

ขั้นตอนการจดทะเบียนห้างหุ้นส่วน

หากมองย้อนไปในอดีต รูปแบบธุรกิจที่ได้รับความนิยมคือ รูปแบบกิจการเจ้าของคนเดียว เพราะการบริหารงานไม่ยุ่งยาก ไม่ต้องมีการจดทะเบียน สามารถจัดตั้งหรือล้มเลิกกิจการได้โดยง่าย อย่างไรก็ตามเมื่อเศรษฐกิจมีการพัฒนามากขึ้น ปัจจัยการดำเนินธุรกิจเริ่มมีการปรับเปลี่ยน อีกทั้งระบบภาษีเริ่มเข้ามามีบทบาทต่อกิจการมากขึ้น ดังนั้น รูปแบบธุรกิจประเภทห้างหุ้นส่วนจึงเริ่มเข้ามีบทบาทสำคัญ ด้วยข้อดี คือ มีระบบการบริหารงานเป็นขั้นตอน มีหุ้นส่วนร่วมลงทุนทั้งทางด้านเงินทุน ความรู้ ความชำนาญทำให้กิจการมีโอกาสเติบโต อีกทั้งการดำเนินการทางด้านกฏหมายและระบบภาษีมีประสิทธิภาพมากกว่ากิจการเจ้าของคนเดียว  นอกจากนี้อัตราค่าธรรมเนียมถูกและขั้นตอนการจดทะเบียนยังง่ายกว่าการจดทะเบียนในรูปแบบบริษัท ด้วยข้อดีดังกล่าวนี้จึงทำให้การดำเนินธุรกิจประเภทห้างหุ้นส่วนได้รับความนิยม จนเป็นรูปแบบธุรกิจที่นิยมจัดตั้งมากที่สุดในปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม ยังมีผู้ประกอบการหน้าใหม่ ที่ต้องการจดทะเบียนเป็นห้างหุ้นส่วนแต่ยังขาดความรู้และความเข้าใจในการการปฏิบัติ ซึ่งบทความนี้ จะนำเสนอขั้นตอนการจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนที่สามารถเข้าใจได้ง่ายๆ ดังนี้ การจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนสามัญ ห้างหุ้นส่วนสามัญคือบุคคลตั้งแต่สองคนขึ้นไปตกลงทำธุรกิจและมีหน้ารับผิดชอบร่วมกันทั้งเงินทุนและหนี้สินที่เกิดขึ้นจากกิจการโดยไม่จำกัดความรับผิดชอบ โดยห้างหุ้นส่วนสามัญจะทำการจดทะเบียนหรือไม่ก็ได้ ซึ่งหากทำการจดทะเบียนจะถูกเรียกในนามว่า “ห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล” สถานะเป็นนิติบุคคลทั้งทางแพ่งและทางอาญา โดยการจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล จะต้องมีการเตรียมการที่สำคัญ คือ หุ้นส่วนทุกคนทำการตกลงกันในเรื่องสำคัญ เช่น ชื่อที่อยู่ของหุ้นส่วนทุกคน จำนวนเงินลงทุนของแต่ละคน วัตถุประสงค์ของกิจการ สถานที่ตั้ง ชื่อหุ้นส่วนผู้จัดการ (ผู้ที่จะมีอำนาจกระทำการแทนหุ้นส่วนทั้งหมด) และข้อจำกัดหุ้นส่วนผู้จัดการ (ถ้ามี) พร้อมทำสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษร ขอตรวจสอบและทำการจองชื่อห้างหุ้นส่วน เพื่อไม่ให้มีชื่อซ้ำกับห้างหุ้นส่วนอื่นๆที่ได้จัดตั้งไปก่อนหน้าแล้ว จัดทำตรายางของห้างหุ้นส่วนและกรอกรายละเอียดในเอกสารคำขอจดทะเบียนให้ครบถ้วน จากนั้นหุ้นส่วนทุกคนไปจดทะเบียนพร้อมกันที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้าหรือมอบอำนาจให้บุคคลอื่นกระทำแทนได้ หรือใช้วิธียื่นขอออนไลน์ได้ที่เว็บไซต์ www.dbd.go.th เมื่อนายทะเบียนจะทำการตรวจสอบความถูกต้องของเอกสาร จากนั้นให้พิมพ์เอกสารคำขอจดทะเบียนพร้อมลงลายมือชื่อและตราประทับและส่งกลับมาที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้ทางไปรษณีย์ การจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนห้างหุ้นส่วนจำกัด ห้างหุ้นส่วนจำกัด แตกต่างจากห้างหุ้นส่วนสามัญ เนื่องจากประกอบไปด้วยหุ้นส่วน 2 ประเภท คือ หุ้นส่วนประเภทรับผิดชอบหนี้สินแบบไม่จำกัด และหุ้นส่วนประเภทรับผิดชอบหนี้สินแบบจำกัด โดยกฏหมายบังคับให้ธุรกิจประเภทนี้ทำการจดทะเบียนเป็นนิติบุคคล โดยก่อนการจดทะเบียนเป็นห้างหุ้นส่วนจำกัด หุ้นส่วนทุกคนจะต้องทำการตกลงในเรื่องสำคัญ ดังนี้ จำนวนเงินลงทุนที่ผู้เป็นหุ้นส่วนแต่ละคนจะนำมาลงทุน โดยต้องกำหนดระยะเวลาชำระเงินและควรทำการชำระให้ครบก่อนทำการจดทะเบียนจัดตั้งห้างหุ้นส่วนจำกัด กำหนดวัตถุประสงค์ของกิจการ เพื่อความคล่องตัวในการเพิ่มหรือปรับเปลี่ยนกิจการค้า การแบ่งส่วนผลกำไรและความรับผิดชอบกรณีกิจการขาดทุนตามประเภทของหุ้นส่วน แต่งตั้งหุ้นส่วนผู้จัดการ (หุ้นส่วนผู้จัดการคือ […]

ห้างหุ้นส่วนสามัญ Vs ห้างหุ้นส่วนจำกัด

ห้างหุ้นส่วนคือรูปแบบการดำเนินธุรกิจที่มีบุคคลตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป ตกลงรับผิดชอบร่วมกันในการดำเนินกิจการ โดยจะแบ่งกำไรและความรับผิดชอบกรณีกิจการขาดทุนตามสัดส่วนที่ตกลงไว้ ซึ่งห้างหุ้นส่วนจัดว่าเป็นรูปแบบองค์กรทางธุรกิจที่นิยมจัดตั้งมากที่สุดตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน เนื่องจากสามารถจัดตั้งได้ง่ายขั้นตอนการจดทะเบียนไม่ซับซ้อน เหมาะกับกิจการขนาดเล็กจนถึงกลาง อย่างไรก็ตามห้างหุ้นส่วนสามารถแบ่งแยกย่อยได้อีก 2 ประเภท คือ ห้างหุ้นส่วนสามัญและห้างหุ้นส่วนจำกัด ซึ่งผู้ประกอบการบางรายยังสับสนถึงความแตกต่างระหว่างห้างหุ้นส่วนสองประเภทนี้ ดังนั้นในบทความนี้จะนำเสนอรายละเอียด ความสำคัญและข้อแตกต่างของห้างหุ้นส่วนแต่ละประเภท เพื่อเป็นแนวทางให้ผู้ประกอบการที่สนใจสามารถเลือกจัดตั้งรูปแบบองค์กรธุรกิจที่เหมาะสมกับกิจการของตนเอง ห้างหุ้นส่วนสามัญ (Ordinary Partnership) คือ รูปแบบธุรกิจที่บุคคลธรรมดาตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป มาร่วมลงทุนและดำเนินกิจการหรือธุรกิจร่วมกัน โดยหุ้นส่วนทุกคนเป็นหุ้นส่วนชนิดที่ “ไม่จำกัดความรับผิดชอบ” นั่นหมายถึง กรณีห้างหุ้นส่วนมีหนี้สินที่เกิดขึ้นจากการประกอบกิจการ หุ้นส่วนทุกคนจะเป็นผู้รับผิดชอบหนี้สินทั้งหมดที่เกิดขึ้น ซึ่งองค์กรธุรกิจประเภทนี้สามารถเลือกได้ว่าจะจดทะเบียนกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้าหรือไม่ก็ได้ โดยห้างหุ้นส่วนสามัญที่ไม่จดทะเบียนจะมีฐานะเป็นบุคคลธรรมดา ซึ่งกิจการรูปแบบนี้จะไม่มีตัวตนแยกต่างหากจากผู้เป็นหุ้นส่วน เช่น กรณีฟ้องร้องคดี จะใช้ชื่อห้างหุ้นส่วนในการฟ้องไม่ได้ ต้องใช้ชื่อผู้จัดการหุ้นส่วนหรือตัวแทนหุ้นส่วนเป็นผู้ฟ้องคดี ในขณะที่ห้างหุ้นส่วนสามัญที่จดทะเบียนจะมีสภาพเป็นนิติบุคคล โดยมีผลทางกฏหมายแยกต่างหากจากผู้เป็นหุ้นส่วน ห้างหุ้นส่วนจำกัด (Limited partnership) คือรูปแบบธุรกิจเช่นเดียวกับห้างหุ้นส่วนชนิดที่มีการจดทะเบียน มีสภาพเป็นนิติบุคคล และใช้คำว่า “ห้างหุ้นส่วนจำกัด” ซึ่งข้อสังเกตความแตกต่างระหว่างห้างหุ้นส่วนสามัญที่จดทะเบียนและห้างหุ้นส่วนจำกัด คือ องค์ประกอบผู้เป็นหุ้นส่วนของห้างหุ้นส่วนจำกัดสามารถแยกได้ 2 ประเภท คือ หุ้นส่วนประเภทจำกัดความรับผิดชอบ จะถูกจำกัดหน้าที่ความรับผิดชอบในด้านหนี้สินของกิจการไว้เพียงจำนวนเงินที่ตนเองลงทุนเท่านั้น หุ้นส่วนประเภทไม่จำกัดความรับผิดชอบ จะมีหน้าที่รับผิดชอบหนี้สินของกิจการโดยไม่จำกัดจำนวน ซึ่งอาจเป็นหุ้นส่วนเพียงคนเดียวหรือหลายคนก็ได้ โดยก่อนการจัดตั้งและจดทะเบียนเป็นห้างหุ้นส่วนจำกัด ผู้เป็นหุ้นส่วนทุกคนต้องทำความตกลงกันและร่างเอกสารในเรื่องสำคัญๆ ให้ชัดเจน เช่น วัตถุประสงค์ สถานที่ตั้งของกิจการ จำนวนเงินลงทุน/การแบ่งส่วนผลกำไรและความรับผิดชอบกรณีขาดทุนของแต่ละหุ้นส่วน และที่สำคัญต้องมีแต่งตั้งหุ้นส่วนผู้จัดการ (หุ้นส่วนผู้จัดการคือ ผู้ที่จะมีอำนาจกระทำการแทนห้างหุ้นส่วนจำกัดซึ่งต้องแต่งตั้งจากหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิดเท่านั้น) ดังนั้นหากกล่าวโดยสรุป องค์กรธุรกิจประเภทห้างหุ้นส่วนสามัญและห้างหุ้นส่วนจำกัด มีความคล้ายคลึงกันในรูปแบบธุรกิจแต่แตกต่างกันเพียงความรับผิดชอบของหุ้นส่วน ซึ่งรูปแบบธุรกิจทั้ง 2 แบบนี้ได้ต่างมีข้อดีในเรื่องความมั่นคงและน่าเชื่อถือเนื่องจากประกอบกิจการด้วยความสามารถของหุ้นส่วนหลายคน อีกทั้งการจัดตั้งไม่ยุ่งยากและสามารถเลิกกิจการได้ง่าย แต่ธุรกิจประเภทนี้มีข้อจำกัดในเรื่องการโอนหุ้นหรือถอนเงินทุนของกิจการ อีกทั้งอายุธุรกิจถูกจำกัดด้วยชีวิตของผู้เป็นหุ้นส่วน […]

ทำความรู้จักกับอาชีพนักบัญชี

การบัญชี คือ การจดบันทึกรายการค้าต่างๆ ที่เกี่ยวกับการรับ-จ่ายเงิน และสิ่งที่มีค่าเป็นเงินไว้ในสมุดบัญชีอย่างสม่ำเสมอ เปรียบได้กับศิลปะแขนงหนึ่ง ซึ่งเป็นศาสตร์เฉพาะด้านการเก็บรวบรวม บันทึก จำแนก และทำรายงานข้อสรุปให้เป็นระเบียบถูกต้องตามหลักการ ดังนั้นจะเห็นได้ว่า การบัญชี เป็นศาสตร์ที่มีความสำคัญต่อการดำเนินกิจการ/ธุรกิจ เพราะสามารถแสดงผลการดำเนินงานและฐานะการเงินของกิจการในระยะเวลาหนึ่งได้ เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในการวิเคราะห์และตีความได้อย่างมีหลักเกณฑ์ ด้วยเหตุนี้อาชีพนักบัญชี จึงเป็นอีกหนึ่งอาชีพที่ได้รับความนิยมในสังคมไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน เพราะเป็นอาชีพที่มีความมั่นคง เป็นที่ต้องการของตลาดเนื่องจากทุกกิจการต้องมีการทำบัญชี อีกทั้งเป็นความรู้เฉพาะด้านซึ่งนำไปประยุกต์ทำงานได้อย่างหลากหลาย ซึ่งนักบัญชีโดยทั่วไปจะมีหน้าที่ความรับผิดชอบหลักๆ คือ จัดทำงบประมาณ บันทึกรายรับ รายจ่าย และธุรกรรมทางการเงินของกิจการ โดยทำหน้าที่บันทึกข้อมูลทางการเงินเหล่านี้ตามระบบของการทำบัญชีสากล ทำหน้าที่สอบทานตรวจสอบความถูกต้องเอกสารการรับ-จ่าย , ความถูกต้องในการบันทึกบัญชีและดูแลรับผิดชอบเอกสารทางบัญชีของกิจการ บริหารจัดการ ระบบบัญชีและการเงินโดยจัดทำรายงานปิดงบประจำเดือน ตลอดจนจัดทำรายงานงบดุล งบกำไรขาดทุน งบกระแสเงินสด ฯลฯ เพื่อนำเสนอต่อผู้บริหารและนำส่งหน่วยงานของรัฐบาลได้อย่างถูกต้อง และถึงแม้ว่าหน้าที่หลักๆของนักบัญชีจะมีความคล้ายคลึงกันเนื่องจากระบบการทำบัญชีเป็นระบบสากลมีมาตรฐานเดียวกันทั่วโลก แต่สายงานในวิชาชีพบัญชีกลับมีความแตกต่างกัน ซึ่งสามารถแบ่งได้เป็น 3 ประเภทใหญ่ๆ ดังนี้ งานบัญชีสำหรับธุรกิจ (Private Accounting) เป็นงานลักษณะงานบัญชีทั่วไป ที่นักบัญชีรับทำให้แก่กิจการและองค์กรธุรกิจเอกชนทั่วไป ซึ่งงานบัญชีประเภทนี้ถือเป็นสัดส่วนการจ้างงานมากที่สุดในสาขาวิชาชีพบัญชี มีหน้าที่หลักคือ การลงบัญชีทั่วไป จัดทำงบประมาณ บริหารจัดการ ระบบบัญชีและการเงินพร้อมจัดทำรายงานที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินธุรกิจของกิจการ เพื่อการตรวจสอบและนำเสนอต่อผู้บริหารและนำส่งหน่วยงานของรัฐบาลได้อย่างถูกต้อง ดังนั้นนักบัญชีประเภทงานบัญชีสำหรับธุรกิจจึงมีฐานะเป็นพนักงานในกิจการนั้นๆโดยดำรงตำแหน่งตั้งแต่ พนักงานบัญชีทั่วไป หัวหน้าฝ่ายบัญชี ผู้อำนวยการบัญชี ไปจนถึงตำแหน่งสูงสุดอย่างผู้บริหารสูงสุดด้านบัญชีและการเงิน (Chif Financial Officer) งานบัญชีสาธารณะ (Public Accounting) งานบัญชีประเภทนี้เป็นงานอิสระหรือ Freelance มีหน้าที่ให้บริการด้านการบัญชีให้แก่ลูกค้าทั่วไปโดยไม่ขึ้นตรงกับหน่วยงาน กิจการหรือองค์กรใดๆ โดยให้บริการประเภทการจัดทำบัญชีสำหรับกิจการเจ้าของคนเดียวหรือห้างหุ้นส่วน บริการด้านภาษี บริการให้คำปรึกษาเกี่ยวกับงานด้านบัญชีบริการสอบบัญชี เป็นต้น ซึ่งนักบัญชีประเภทนี้จำเป็นต้องมีการสะสมประสบการณ์ที่สูงจากงานบัญชีสำหรับธุรกิจ […]

Next Page »