ความสำคัญของการบัญชี

การบัญชีมีพื้นฐานเหมือนกับระบบคณิตศาสตร์ เกิดขึ้นและเกี่ยวข้องกับการดำเนินชีวิตของผู้คนมาตั้งแต่สมัยอยุธยา โดยในช่วงแรกๆ นั้นมีเพียงบัญชีเงินสดที่ถูกจัดทำขึ้นเพื่อใช้เก็บข้อมูลเกี่ยวกับปริมาณผลผลิตทางการเกษตรและมูลค่าที่เกิดขึ้น ต่อมาในสมัยรัตนโกสินทร์ เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง การบัญชีจึงเริ่มมีความสำคัญมากขึ้นโดยมีการจัดตั้งโรงเรียนพาณิชยการขึ้น 2 แห่ง คือ โรงเรียนพาณิชยการวัดสามพระยาและโรงเรียนพาณิชยการวัดแก้วฟ้า อีกทั้ง จัดตั้งคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชีขึ้นในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและมหาวิทยลัยธรรมศาสตร์ในปีพ.ศ 2481 เพื่อเผยแพร่ความรู้ด้านการบัญชีและทำให้การบัญชีในประเทศไทยมีความสำคัญต่อระบบธุรกิจและเศรษฐกิจมาจนถึงทุกวันนี้

ในปัจจุบันการประกอบธุรกิจใดๆ ไม่ว่าจะในรูปแบบบริษัทมหาชนขนาดใหญ่ ห้างหุ้นส่วน หรือกิจการเจ้าของคนเดียว จำเป็นจะต้องมีการจัดทำบัญชีตามหลักพระราชบัญญัติการบัญชี พ.ศ. 2543 เพื่อให้เป็นไปตามข้อบังคับของกฏหมาย เกิดประโยชน์ต่อการประกอบธุรกิจนั้นๆ และช่วยให้ภาครัฐมีข้อมูลสำคัญสำหรับการวางโครงสร้างและนโยบายสำคัญเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ โดยขอบเขตของงานบัญชี จำแนกออกได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ คือ

  1. การบัญชีการเงิน(Financial Accounting) เป็นการบัญชีที่จัดทำขึ้นตามหลักการบัญชีที่ยอมรับโดยทั่วไปและเป็นไปตามข้อบังคับของกฏหมาย โดยจัดทำขึ้นเพื่อรวบรวม จำแนกและรายงานข้อมูลทางการเงินของกิจการในอดีต เช่น งบแสดงฐานะการเงิน งบกำไรขาดทุน งบกระแสเงินสด ซึ่งรายงานเหล่านี้จะเป็นประโยชน์ต่อบุคลภายนอกกิจการ อาทิเช่น นักลงทุน รัฐบาล หน่วยงานราชการ ผู้ถือหุ้น เจ้าหนี้(ธนาคาร) เป็นต้น
  2. การบัญชีเพื่อการจัดการ(Managerial Accounting) เป็นการบัญชีที่จัดทำขึ้นเพื่อให้ข้อมูลทางการเงินแก่ผู้บริหาร เจ้าของธุรกิจและบุคคลภายในกิจการ สามารถนำไปใช้ในการวางแผน ตัดสินใจและควบคุมการดำเนินงานของกิจการให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ซึ่งการบัญชีเพื่อการจัดการไม่อยู่ภายใต้ข้อบังคับของกฏหมาย จึงมีหลากหลายรูปแบบยืดหยุ่นตามความต้องการการใช้งานของบุคคลภายในกิจการ เช่น จำนวนชั่วโมงการทำงาน ข้อมูลราคาวัตถุดิบ จำนวนของเสียในโรงงาน เป็นต้น

ซึ่งการจัดทำบัญชีที่มีประสิทธิภาพ ทั้งบัญชีการเงินและบัญชีเพื่อการจัดการจะก่อให้เกิดประโยชน์คุ้มค่าอย่างยิ่งโดยเฉพาะกับกิจการ/องค์กรธุรกิจนั้นๆ ตลอดจนบุคคลอื่นและหน่วยงานรัฐบาล สถาบันการเงินที่เกี่ยวข้อง

ประโยชน์ของการทำบัญชี

  • เพื่อเป็นตัวบันทึกเหตุการณ์การค้า ช่วยให้ผู้ประกอบการ/เจ้าของกิจการได้ทราบถึงผลการดำเนินงานของกิจการและสามารถวัดผล สรุปผลว่ากิจการมีรายรับรายจ่าย มีกำไร-ขาดทุนเกิดขึ้นในกิจการมากน้อยเพียงใด
  • เพื่อให้ทราบถึงสถานะทางการเงินของกิจการ โดยการบัญชีจะช่วยให้เจ้าของกิจการได้ทราบว่าช่วงเวลานั้นๆ กิจการมีสินทรัพย์ หนี้สินและส่วนของเจ้าของเกิดขึ้นเท่าไหร่ เพื่อเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้การบริหารจัดการของกิจการให้มีระบบมีประสิทธิภาพมากขึ้น
  • เพื่อเป็นข้อมูลที่มีประสิทธิภาพประกอบการตัดสินใจในการลงทุนของนักลงทุนและเป็นปัจจัยหนึ่งประกอบการตัดสินใจในการบริหารงานของเจ้าของกิจการ เช่น การใช้ข้อมูลทางบัญชีเพื่อวิเคราะห์ค่าใช้จ่ายของกิจการ เพื่อการกำหนดกลยุทธ์ต่างๆในการตัดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นเหล่านั้นออก เพื่อให้กิจการมีผลกำไรเพิ่มขึ้น สร้างภาพลักษณ์ที่ดีต่อนักลงทุน
  • เพื่อเป็นกลไกป้องกันการทุจริตและการสูญหายของสินทรัพย์ภายในกิจการ ตลอดจนเป็นเครื่องมือสำคัญที่หน่วยงานทั้งภาครัฐบาลและสถาบันการเงินสามารถนำข้อมูลเหล่านี้เพื่อไปวางแผนโครงสร้างทางเศรษฐกิจและนโยบายที่สำคัญในการพัฒนาประเทศ

ดังนั้น จะเห็นได้ว่าการบัญชีมีความสำคัญในระบบเศรษฐกิจของไทยตั้งแต่ในอดีตมาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งการจัดทำบัญชีที่มีระบบและมีประสิทธภาพนอกจากจะช่วยให้กิจการสามารถบริหารงานได้โดยง่ายแล้ว ยังส่งเสริมภาพลักษณ์ที่ดีขององค์กรและเป็นประโยชน์ในการวางนโยบายสำคัญของภาครัฐเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจให้ก้าวหน้าและยั่งยืนต่อไป

ใส่ความเห็น

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.