Category: สำนักงานบัญชี

ห้างหุ้นส่วนสามัญ Vs ห้างหุ้นส่วนจำกัด

ห้างหุ้นส่วนคือรูปแบบการดำเนินธุรกิจที่มีบุคคลตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป ตกลงรับผิดชอบร่วมกันในการดำเนินกิจการ โดยจะแบ่งกำไรและความรับผิดชอบกรณีกิจการขาดทุนตามสัดส่วนที่ตกลงไว้ ซึ่งห้างหุ้นส่วนจัดว่าเป็นรูปแบบองค์กรทางธุรกิจที่นิยมจัดตั้งมากที่สุดตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน เนื่องจากสามารถจัดตั้งได้ง่ายขั้นตอนการจดทะเบียนไม่ซับซ้อน เหมาะกับกิจการขนาดเล็กจนถึงกลาง อย่างไรก็ตามห้างหุ้นส่วนสามารถแบ่งแยกย่อยได้อีก 2 ประเภท คือ ห้างหุ้นส่วนสามัญและห้างหุ้นส่วนจำกัด ซึ่งผู้ประกอบการบางรายยังสับสนถึงความแตกต่างระหว่างห้างหุ้นส่วนสองประเภทนี้ ดังนั้นในบทความนี้จะนำเสนอรายละเอียด ความสำคัญและข้อแตกต่างของห้างหุ้นส่วนแต่ละประเภท เพื่อเป็นแนวทางให้ผู้ประกอบการที่สนใจสามารถเลือกจัดตั้งรูปแบบองค์กรธุรกิจที่เหมาะสมกับกิจการของตนเอง ห้างหุ้นส่วนสามัญ (Ordinary Partnership) คือ รูปแบบธุรกิจที่บุคคลธรรมดาตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป มาร่วมลงทุนและดำเนินกิจการหรือธุรกิจร่วมกัน โดยหุ้นส่วนทุกคนเป็นหุ้นส่วนชนิดที่ “ไม่จำกัดความรับผิดชอบ” นั่นหมายถึง กรณีห้างหุ้นส่วนมีหนี้สินที่เกิดขึ้นจากการประกอบกิจการ หุ้นส่วนทุกคนจะเป็นผู้รับผิดชอบหนี้สินทั้งหมดที่เกิดขึ้น ซึ่งองค์กรธุรกิจประเภทนี้สามารถเลือกได้ว่าจะจดทะเบียนกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้าหรือไม่ก็ได้ โดยห้างหุ้นส่วนสามัญที่ไม่จดทะเบียนจะมีฐานะเป็นบุคคลธรรมดา ซึ่งกิจการรูปแบบนี้จะไม่มีตัวตนแยกต่างหากจากผู้เป็นหุ้นส่วน เช่น กรณีฟ้องร้องคดี จะใช้ชื่อห้างหุ้นส่วนในการฟ้องไม่ได้ ต้องใช้ชื่อผู้จัดการหุ้นส่วนหรือตัวแทนหุ้นส่วนเป็นผู้ฟ้องคดี ในขณะที่ห้างหุ้นส่วนสามัญที่จดทะเบียนจะมีสภาพเป็นนิติบุคคล โดยมีผลทางกฏหมายแยกต่างหากจากผู้เป็นหุ้นส่วน ห้างหุ้นส่วนจำกัด (Limited partnership) คือรูปแบบธุรกิจเช่นเดียวกับห้างหุ้นส่วนชนิดที่มีการจดทะเบียน มีสภาพเป็นนิติบุคคล และใช้คำว่า “ห้างหุ้นส่วนจำกัด” ซึ่งข้อสังเกตความแตกต่างระหว่างห้างหุ้นส่วนสามัญที่จดทะเบียนและห้างหุ้นส่วนจำกัด คือ องค์ประกอบผู้เป็นหุ้นส่วนของห้างหุ้นส่วนจำกัดสามารถแยกได้ 2 ประเภท คือ หุ้นส่วนประเภทจำกัดความรับผิดชอบ จะถูกจำกัดหน้าที่ความรับผิดชอบในด้านหนี้สินของกิจการไว้เพียงจำนวนเงินที่ตนเองลงทุนเท่านั้น หุ้นส่วนประเภทไม่จำกัดความรับผิดชอบ จะมีหน้าที่รับผิดชอบหนี้สินของกิจการโดยไม่จำกัดจำนวน ซึ่งอาจเป็นหุ้นส่วนเพียงคนเดียวหรือหลายคนก็ได้ โดยก่อนการจัดตั้งและจดทะเบียนเป็นห้างหุ้นส่วนจำกัด ผู้เป็นหุ้นส่วนทุกคนต้องทำความตกลงกันและร่างเอกสารในเรื่องสำคัญๆ ให้ชัดเจน เช่น วัตถุประสงค์ สถานที่ตั้งของกิจการ จำนวนเงินลงทุน/การแบ่งส่วนผลกำไรและความรับผิดชอบกรณีขาดทุนของแต่ละหุ้นส่วน และที่สำคัญต้องมีแต่งตั้งหุ้นส่วนผู้จัดการ (หุ้นส่วนผู้จัดการคือ ผู้ที่จะมีอำนาจกระทำการแทนห้างหุ้นส่วนจำกัดซึ่งต้องแต่งตั้งจากหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิดเท่านั้น) ดังนั้นหากกล่าวโดยสรุป องค์กรธุรกิจประเภทห้างหุ้นส่วนสามัญและห้างหุ้นส่วนจำกัด มีความคล้ายคลึงกันในรูปแบบธุรกิจแต่แตกต่างกันเพียงความรับผิดชอบของหุ้นส่วน ซึ่งรูปแบบธุรกิจทั้ง 2 แบบนี้ได้ต่างมีข้อดีในเรื่องความมั่นคงและน่าเชื่อถือเนื่องจากประกอบกิจการด้วยความสามารถของหุ้นส่วนหลายคน อีกทั้งการจัดตั้งไม่ยุ่งยากและสามารถเลิกกิจการได้ง่าย แต่ธุรกิจประเภทนี้มีข้อจำกัดในเรื่องการโอนหุ้นหรือถอนเงินทุนของกิจการ อีกทั้งอายุธุรกิจถูกจำกัดด้วยชีวิตของผู้เป็นหุ้นส่วน […]

รูปแบบของธุรกิจ (Business Model)

ในปัจจุบันประเทศไทยมีความเจริญก้าวหน้าในด้านเศรษฐกิจเป็นอย่างมาก ก่อให้เกิดธุรกิจในหลากหลายรูปแบบเพื่อเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของชาติ ซึ่งการประกอบธุรกิจอาจดำเนินการได้ในหลายรูปแบบ ขึ้นอยู่กับลักษณะของกิจการการค้า เงินทุน ความรู้ความสามารถในการดำเนินธุรกิจ ดังนั้นก่อนการตัดสินใจเลือกดำเนินธุรกิจการค้าในรูปแบบใดนั้น ผู้ประกอบการ/เจ้าของกิจการ จะต้องสามารถเลือกรูปแบบองค์กรธุรกิจได้เหมาะสม ทั้งนี้เพื่อให้การประกอบธุรกิจเป็นไปอย่างเหมาะสม นำมาซึ่งผลประโยชน์และกำไรสูงสุดแก่กิจการ ซึ่งในปัจจุบัน รูปแบบธุรกิจในประเทศไทยประกอบไปด้วย 7 รูปแบบที่สำคัญและเป็นไปตามกฏ ระเบียบ ข้อบังคับทางกฏหมาย ดังนี้ กิจการเจ้าของคนเดียว (Single Proprietorship) คือ ประเภทของธุรกิจแบบบุคคลธรรมดา เนื่องจากกิจการหรือธุรกิจรูปแบบนี้มี “บุคคลธรรมดา” เพียงบุคคลเดียวเป็นเจ้าของกิจการ และเป็นผู้ลงทุน ไม่มีหุ้นส่วน จึงมีกรรมสิทธิ์ในสินทรัพย์ทั้งหมดของกิจการ ในขณะเดียวกันก็รับภาระหนี้สินของกิจการอย่างไม่จำกัดความรับผิดชอบเช่นกัน ยกตัวอย่างเช่น ธุรกิจร้านอาหาร ร้านเสริมสวย คลินิคทำฟัน ร้านค้าออนไลน์ เป็นต้น ห้างหุ้นส่วนสามัญ (Ordinary partnership) คือรูปแบบธุรกิจที่บุคคลธรรมดาตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป มาร่วมลงทุนและดำเนินกิจการหรือธุรกิจร่วมกัน โดยมีวัตถุประสงค์ในการแบ่งปันผลกำไรจากการทำธุรกิจและรับผิดชอบหนี้สินร่วมกันโดยไม่จำกัดจำนวน โดยรูปแบบธุรกิจประเภทห้างหุ้นส่วนสามัญจะจดทะเบียนหรือไม่ก็ได้ ดังนั้นห้างหุ้นส่วนสามัญที่ไม่จดทะเบียนจะมีฐานะเป็นบุคคลธรรมดา และห้างหุ้นส่วนสามัญที่จดทะเบียนจะมีสภาพเป็นนิติบุคคล ห้างหุ้นส่วนจำกัด (Limited partnership) คือรูปแบบธุรกิจประเภทห้างหุ้นส่วนที่มีการจดทะเบียนเป็นนิติบุคคล และใช้คำว่า “ห้างหุ้นส่วนจำกัด” เนื่องจากแตกต่างจากห้างหุ้นส่วนสามัญที่จดทะเบียน เนื่องจากธุรกิจรูปแบบนี้ประกอบไปด้วยผู้เป็นหุ้นส่วน 2 ประเภท คือ หุ้นส่วนประเภทจำกัดความรับผิดชอบ จะถูกจำกัดหน้าที่ความรับผิดชอบในด้านหนี้สินของกิจการไว้เพียงจำนวนเงินที่ตนเองลงทุนเท่านั้น หุ้นส่วนประเภทไม่จำกัดความรับผิดชอบ จะมีหน้าที่รับผิดชอบหนี้สินของกิจการโดยไม่จำกัดจำนวน ซึ่งอาจเป็นหุ้นส่วนเพียงคนเดียวหรือหลายคนก็ได้ บริษัทจำกัด (Company limited) คือ ประเภทธุรกิจที่มีการจดทะเบียนเป็นนิติบุคคล ก่อตั้งขึ้นด้วยบุคคลตั้งแต่ 3 คนขึ้นไป เข้าร่วมลงทุนโดยแบ่งทุนเป็นหุ้น ซึ่งแต่ละหุ้นมีมูลค่าเท่าๆกัน ดังนั้นผู้ถือหุ้นแต่ละคนจะมีหน้าที่รับผิดชอบในหนี้สินเท่ากับมูลค่าของหุ้นที่ซื้อไว้เท่านั้น และหุ้นดังกล่าวนั้นไม่สามารถแบ่งแยกได้ […]

ความสำคัญของการบัญชี

การบัญชีมีพื้นฐานเหมือนกับระบบคณิตศาสตร์ เกิดขึ้นและเกี่ยวข้องกับการดำเนินชีวิตของผู้คนมาตั้งแต่สมัยอยุธยา โดยในช่วงแรกๆ นั้นมีเพียงบัญชีเงินสดที่ถูกจัดทำขึ้นเพื่อใช้เก็บข้อมูลเกี่ยวกับปริมาณผลผลิตทางการเกษตรและมูลค่าที่เกิดขึ้น ต่อมาในสมัยรัตนโกสินทร์ เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง การบัญชีจึงเริ่มมีความสำคัญมากขึ้นโดยมีการจัดตั้งโรงเรียนพาณิชยการขึ้น 2 แห่ง คือ โรงเรียนพาณิชยการวัดสามพระยาและโรงเรียนพาณิชยการวัดแก้วฟ้า อีกทั้ง จัดตั้งคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชีขึ้นในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและมหาวิทยลัยธรรมศาสตร์ในปีพ.ศ 2481 เพื่อเผยแพร่ความรู้ด้านการบัญชีและทำให้การบัญชีในประเทศไทยมีความสำคัญต่อระบบธุรกิจและเศรษฐกิจมาจนถึงทุกวันนี้ ในปัจจุบันการประกอบธุรกิจใดๆ ไม่ว่าจะในรูปแบบบริษัทมหาชนขนาดใหญ่ ห้างหุ้นส่วน หรือกิจการเจ้าของคนเดียว จำเป็นจะต้องมีการจัดทำบัญชีตามหลักพระราชบัญญัติการบัญชี พ.ศ. 2543 เพื่อให้เป็นไปตามข้อบังคับของกฏหมาย เกิดประโยชน์ต่อการประกอบธุรกิจนั้นๆ และช่วยให้ภาครัฐมีข้อมูลสำคัญสำหรับการวางโครงสร้างและนโยบายสำคัญเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ โดยขอบเขตของงานบัญชี จำแนกออกได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ คือ การบัญชีการเงิน(Financial Accounting) เป็นการบัญชีที่จัดทำขึ้นตามหลักการบัญชีที่ยอมรับโดยทั่วไปและเป็นไปตามข้อบังคับของกฏหมาย โดยจัดทำขึ้นเพื่อรวบรวม จำแนกและรายงานข้อมูลทางการเงินของกิจการในอดีต เช่น งบแสดงฐานะการเงิน งบกำไรขาดทุน งบกระแสเงินสด ซึ่งรายงานเหล่านี้จะเป็นประโยชน์ต่อบุคลภายนอกกิจการ อาทิเช่น นักลงทุน รัฐบาล หน่วยงานราชการ ผู้ถือหุ้น เจ้าหนี้(ธนาคาร) เป็นต้น การบัญชีเพื่อการจัดการ(Managerial Accounting) เป็นการบัญชีที่จัดทำขึ้นเพื่อให้ข้อมูลทางการเงินแก่ผู้บริหาร เจ้าของธุรกิจและบุคคลภายในกิจการ สามารถนำไปใช้ในการวางแผน ตัดสินใจและควบคุมการดำเนินงานของกิจการให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ซึ่งการบัญชีเพื่อการจัดการไม่อยู่ภายใต้ข้อบังคับของกฏหมาย จึงมีหลากหลายรูปแบบยืดหยุ่นตามความต้องการการใช้งานของบุคคลภายในกิจการ เช่น จำนวนชั่วโมงการทำงาน ข้อมูลราคาวัตถุดิบ จำนวนของเสียในโรงงาน เป็นต้น ซึ่งการจัดทำบัญชีที่มีประสิทธิภาพ ทั้งบัญชีการเงินและบัญชีเพื่อการจัดการจะก่อให้เกิดประโยชน์คุ้มค่าอย่างยิ่งโดยเฉพาะกับกิจการ/องค์กรธุรกิจนั้นๆ ตลอดจนบุคคลอื่นและหน่วยงานรัฐบาล สถาบันการเงินที่เกี่ยวข้อง ประโยชน์ของการทำบัญชี เพื่อเป็นตัวบันทึกเหตุการณ์การค้า ช่วยให้ผู้ประกอบการ/เจ้าของกิจการได้ทราบถึงผลการดำเนินงานของกิจการและสามารถวัดผล สรุปผลว่ากิจการมีรายรับรายจ่าย มีกำไร-ขาดทุนเกิดขึ้นในกิจการมากน้อยเพียงใด เพื่อให้ทราบถึงสถานะทางการเงินของกิจการ โดยการบัญชีจะช่วยให้เจ้าของกิจการได้ทราบว่าช่วงเวลานั้นๆ กิจการมีสินทรัพย์ หนี้สินและส่วนของเจ้าของเกิดขึ้นเท่าไหร่ เพื่อเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้การบริหารจัดการของกิจการให้มีระบบมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อเป็นข้อมูลที่มีประสิทธิภาพประกอบการตัดสินใจในการลงทุนของนักลงทุนและเป็นปัจจัยหนึ่งประกอบการตัดสินใจในการบริหารงานของเจ้าของกิจการ […]

ความแตกต่างระหว่างหนี้สินหมุนเวียน Vs หนี้สินไม่หมุนเวียน

กิจการใดๆโดยเฉพาะธุรกิจขนาดใหญ่ อาจไม่สามารถเกิดขึ้นได้โดยอาศัยส่วนทุนของเจ้าของกิจการเพียงอย่างเดียว ดังนั้นจึงจำเป็นต้องอาศัยเงินทุนจากการสร้างหนี้โดยทำการกู้ยืม ทั้งจากบุคคลและจากสถาบันการเงินเพื่อแปรเปลี่ยนมาเป็นทุนในการซื้อสินทรัพย์ ดังนั้นหนี้สินจึงเป็นภาระผูกพันของกิจการที่เกิดขึ้นจากเหตุการณ์ในอดีต ส่งผลต่อเนื่องมาถึงปัจจุบันและจะดำเนินต่อไปในอนาคต โดยภาระผูกพันที่กล่าวถึงนี้ หมายถึง ความรับผิดชอบชำระหนี้ให้แก่บุคคลหรือสถาบันการเงิน ทั้งในรูปแบบเงินสด ทรัพย์สิน สินค้าหรือการบริการตามแต่ที่ระบุในสัญญา ซึ่งหนี้สินสามารถแบ่งตามระยะเวลาที่จะครบกำหนดของการชำระหนี้ ได้เป็น 2 ประเภท ดังนี้ หนี้สินประเภทไม่หมุนเวียน (Current Liabilities) เป็นหนี้สินระยะสั้นของกิจการ กล่าวคือจะถึงกำหนดชำระภายใน 12 เดือนนับจากวันที่ระบุในรายงานงบดุลฉบับล่าสุด ซึ่งประกอบไปด้วยหนี้สินจากการดำเนินงานปกติของกิจการซึ่งจะครบรอบชำระภายในรอบระยะเวลาดำเนินธุรกิจตามปกติ เช่น เจ้าหนี้การค้า หมายถึง การซื้อในรูปแบบของเครดิต ซึ่งผู้ขายยอมให้รับสินค้าและบริการไปก่อนแล้วค่อยรับเงินภายหลังตามระยะเวลาที่ตกลงกันไว้ เงินเบิกเกินบัญชีธนาคาร หมายถึง สินเชื่อหมุนเวียนระยะสั้น เพื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียนดำเนินงานปกติของกิจการในแต่ละวัน ค่าใช้จ่ายค้างจ่าย หมายถึง ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นในรอบบัญชีปัจจุบัน แต่ยังไม่ได้ดำเนินการจ่ายจนกว่าจะถึงรอบบัญชีถัดไป เช่น ค่าไฟ ค่าแรงคนงาน เป็นต้น รายได้รับล่วงหน้า หมายถึง รายได้ที่กิจการได้รับมาแล้วแต่ยังไม่ส่งมอบสินค้าหรือบริการ นอกจากนี้ หนี้สินหมุนเวียนยังหมายถึง ส่วนของหนี้สินระยะยาวที่จะถึงกำหนดชำระภายใน 1 ปี เช่น เงินกู้เพื่อซื้ออสังหาริมทรัพย์ เงินกู้เพื่อขยายกิจการ เป็นต้น หนี้สินไม่หมุนเวียน (Non – Current Liabilities) หมายถึง หนี้สินระยะยาวที่เป็นภาระผูกพันของกิจการและมีระยะเวลาการชำระหนี้มากกว่า 1 ปีขึ้นไป ได้แก่ เงินกู้ยืมระยะยาวจากสถาบันการเงินเพื่อซื้อทรัพย์สินในการประกอบกิจการ เช่น กู้ยืมเพื่อสร้างโรงงานหรือซื้อเครื่องจักร ซึ่งมีระยะเวลาการชำระหนี้มากกว่า 1 ปีขึ้นไป หุ้นกู้และพันธบัตร เป็นเงินกู้ยืมระยาวด้วยจุดประสงค์เดียวกับการกู้ยืมจากสถาบันการเงิน แต่เจ้าหนี้คือนักลงทุน/หรือประชาชนทั่วไป ซึ่งส่วนใหญ่มีระยะเวลาในการชำระหนี้สั้นกว่าการกู้ยืมจากธนาคาร ตั๋วเงินจ่ายระยะยาว […]

หลักทรัพย์ในความต้องการของตลาด คืออะไร

หากพิจารณาจากงบการเงินในหัวข้อสินทรัพย์หมุนเวียน จะเห็นได้ว่ามีรายการสินทรัพย์หมุนเวียนรายการหนึ่งเรียกว่า “หลักทรัพย์ในความต้องการของตลาด”ซึ่งถือเป็นตัวแปรสำคัญตัวหนึ่งที่มีผลต่อสภาพคล่องทางการเงินของกิจการ  เพราะสภาพคล่องที่ดีของกิจการนอกจากจะวัดได้จากมูลค่าสินทรัพย์หมุนเวียนจะต้องมีค่ามากกว่าจำนวนหนี้สินหมุนเวียน(ระยะสั้น)ของกิจการแล้ว สินทรัพย์เหล่านั้นควรต้องเป็นหลักทรัพย์ในความต้องการของตลาด ซึ่งในบทความนี้จะอธิบายเกี่ยวกับสินทรัพย์ชนิดนี้โดยสรุป ดังนี้ หลักทรัพย์ในความต้องการของตลาด (Marketable Securities) คือ สินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องสูง สามารถเปลี่ยนเป็นเงินสดได้อย่างรวดเร็ว โดยนำไปขายในตลาดได้ทันทีและแปรเปลี่ยนเป็นเงินสดได้ตามราคาที่อยู่ในตลาดหุ้นขณะนั้นๆ เช่น หุ้น พันธบัตรรัฐบาล ตั๋วเงินคลัง ตั๋วแลกเงิน ในรับฝากธนาคารพาณิชย์ เป็นต้น ซึ่งหลักทรัพย์ในความต้องการของตลาดสามารถจำแนกได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ๆคือ หลักทรัพย์ในความต้องการของตลาดประเภทหุ้น (Marketable equity securities) ซึ่งหมายถึงหลักทรัพย์ที่แสดงความเป็นเจ้าของทุนของกิจการ เช่น การถือครองหุ้นสามัญ หุ้นบุริมสิทธิ หลักทรัพย์ในความต้องการของตลาดประเภทหนี้ (Marketable debt securities) ซึ่งหมายถึงหลักทรัพย์ที่แสดงสภาพความเป็นเจ้าหนี้ เช่น หุ้นกู้บริษัท หรือพันธบัตรรัฐบาล ความสำคัญของหลักทรัพย์ในความต้องการของตลาดต่อกิจการ นอกจากเงินสดแล้ว หลักทรัพย์ในความต้องการของตลาดถือเป็นสินทรัพย์หมุนเวียนที่สำคัญมากของกิจการ เพราะนอกจากเป็นตัวช่วยสร้างสภาพคล่องที่ดีให้กิจการแล้ว ยังมีความสำคัญในการถือครอง 3 ประการด้วยกันคือ เพื่อให้กิจกรรมการดำเนินงานของกิจการดำเนินได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งสินทรัพย์ในความต้องการของตลาดมีไว้เพื่อใช้จ่ายในการดำเนินกิจกรรมประจำวันของกิจการ เช่น เป็นต้นทุนในการซื้อวัตถุดิบ จ่ายค่าจ้างแรงงาน ค่าน้ำค่าไฟในการผลิต โดยสามารถนำมาแปรเปลี่ยนเป็นเงินสดได้ทันท่วงทีในกรณีกระแสเงินสดของกิจการไม่เพียงพอ เพื่อป้องกันกิจกรรมการผลิตหยุดชะงักจนเกิดผลเสียตามมา เช่น ผลิตสินค้าไม่ทัน หรือส่งสินค้าล่าช้าจนถูกปรับ เป็นต้น เพื่อใช้ดำเนินกิจกรรมในกรณีฉุกเฉิน หากเกิดกรณีฉุกเฉินในกิจการเช่น ไฟไหม้เครื่องจักรเสียหาย เงินสดในกิจการอาจไม่เพียงพอหรือการกู้เงินจากธนาคารเพื่อซื้อเครื่องจักรใหม่อาจใช้เวลานาน ดังนั้นหากกิจการมีสินทรัพย์หมุนเวียนที่เป็นหลักทรัพย์ในความต้องการของตลาด เช่น หุ้นหรือพันธบัตร ก็จะสามารถแปรเปลี่ยนมาเป็นเงินสดได้ในเวลาอันรวดเร็ว ทำให้สามารถแก้ไขปัญหากรณีฉุกเฉินได้อย่างทันท่วงที เพื่อใช้ในการลงทุน หากกิจการลงทุนในหลักทรัพย์ที่เป็นความต้องการของตลาด ไม่เพียงแต่เสริมสร้างสภาพคล่องของกิจการให้เพิ่มขึ้นเท่านั้น แต่ยังเป็นเพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทนให้แก่กิจการในอนาคตได้ เช่น การลงทุนซื้อหุ้นในกิจการที่คาดว่าจะมีผลประกอบการที่ดีจนราคาหุ้นสูงขึ้นในอนาคต ดังนั้น […]

ภาษีซื้อต้องห้าม

เมื่อประกอบธุรกิจไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบกิจการเจ้าของคนเดียวหรือแบบมีหุ้นส่วน หากมีรายรับจากการขายสินค้าหรือให้บริการเกินว่า 1.8 ล้านบาทต่อปี สิ่งแรกที่ต้องให้ความสำคัญก็คือ “ภาษีมูลค่าเพิ่ม” เพราะเจ้าของกิจการมีหน้าที่ต้องยื่นคำขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มกับกรมสรรพากร พร้อมทั้งมีหน้าที่ออกใบกำกับภาษีขายทุกครั้งให้กับลูกค้าที่มาซื้อสินค้าหรือมาใช้บริการ (ซึ่งเราเรียกว่า “ภาษีขาย” ) และขอใบกำกับภาษีซื้อทุกครั้งที่ซื้อสินค้าหรือรับบริการจากผู้ประกอบการที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (ซึ่งเราเรียกว่า “ภาษีซื้อ”) เพื่อนำมาคิดคำนวณและยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มต่อสรรพากรได้อย่างถูกต้องในทุกๆเดือน ดังนั้นเพื่อให้ผู้ประกอบการไทยมีความเข้าใจและนำส่งรายการภาษีมูลค่าเพิ่มได้ถูกต้องมากยิ่งขึ้น ในบทความนี้จึงนำเสนอความรู้เกี่ยวกับภาษีขายต้องห้าม ซึ่งเป็นข้อควรรู้และข้อพึงระวังสำคัญสำหรับผู้ประกอบการที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ดังนี้ ภาษีมูลค่าเพิ่มคืออะไร ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) เป็นภาษีที่กรมสรรพากรจัดเก็บสำหรับผู้ประกอบการที่ขายสินค้าหรือให้บริการที่มีรายได้มากกว่า 1.8 ล้านต่อปีโดยจัดเก็บในอัตราร้อยละ 7 (7%) ซึ่งผู้ประกอบการมีหน้าที่ยื่นรายการคำนวณภาษีในแต่ละเดือน โดยใช้หลักการสำคัญคือ ภาษีมูลค่าเพิ่มต้องชำระ = ภาษีขาย – ภาษีซื้อ หากภาษีขาย < ภาษีซื้อ ผู้ประกอบการมีสิทธิขอรับคืนภาษีซื้อเป็นเงินสดหรือรับเป็นเครดิตภาษีเพื่อนำไปชำระในเดือนถัดไปได้ หากภาษีขาย > ภาษีซื้อ ผู้ประกอบการต้องนำส่งเงินภาษีต่อกรมสรรพากรเท่ากับส่วนต่างนั้นๆ ภาษีซื้อสำคัญอย่างไร หากพิจารณาจากสูตรคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มที่ต้องชำระจะเห็นได้ว่า ภาษีซื้อมีความสำคัญอย่างมาก เนื่องจากเป็นตัวแปรสำคัญในการพิจารณาว่าผู้ประกอบการจะได้สิทธิขอรับภาษีซื้อคืนหรือต้องจ่ายส่วนต่างเพิ่มให้กับกรมสรรพากร ดังนั้นภาษีซื้อที่นำมาหักออกจากภาษีขายจะต้องถูกกฏหมายและไม่เข้าข่ายภาษีซื้อต้องห้าม ดังต่อไปนี้ ภาษีซื้อต้องห้ามที่ควรรู้ ใบกำกับภาษีซื้อที่ไม่มีใบกำกับภาษีตัวจริง หรือมีข้อความสาระสำคัญที่ไม่สมบรูณ์ โดยผู้ประกอบการเมื่อทำการซื้อสินค้าจากทางร้านที่จดภาษีมูลค่าเพิ่มจะต้องขอใบกำกับภาษีตัวจริงทุกครั้ง และต้องเป็นใบกำกับภาษีเต็มรูปแบบระบุชื่อร้าน ที่อยู่ เลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากร รายการสินค้าและแสดงมูลค่าสินค้าอย่างชัดเจน ภาษีซื้อที่ไม่เกี่ยวข้องกับกิจการโดยตรง เช่น การซื้อของมอบให้พนักงาน การซื้อของเพื่อนำไปบริจาค เป็นต้น ภาษีซื้อที่เป็นรายจ่ายเพื่อการรับรองลูกค้า ซึ่งโดยทั่วไปหมายถึงค่าใช้จ่ายเพื่อการเอ็นเตอร์เทรน เช่น ค่าที่พัก ค่าอาหาร ค่าเครื่องดื่มของลูกค้า ที่ถึงแม้จะเกี่ยวข้องกับกิจการแต่เป็นไปโดยทางอ้อมและไม่สามารถพิสูจน์ได้ ภาษีซื้อจากกิจการที่ไม่ได้จดภาษีมูลค่าเพิ่ม ซึ่งกิจการใดๆที่ไม่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มกับทางสรรพากรไม่มีสิทธิออกใบกำกับภาษีและไม่สามารถนำมาหักออกได้ รวมทั้งผู้ประกอบกิจการที่อยู่นอกประเทศไทยที่ได้รับสิทธิเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตรา 0% ภาษีซื้อจากการซื้อหรือ เช่าซื้อรถยนต์ รวมทั้งค่าประกัน […]

ต้องทำอย่างไร หากเอกสารบัญชีหายหรือเสียหาย

เอกสารบัญชีถือเป็นเอกสารสำคัญทางธุรกิจ เพราะนอกจากจะเป็นตัวแสดงสถานะภาพทางการเงินของธุรกิจแล้ว ยังเป็นเอกสารสำคัญที่กฏหมายใช้ตรวจสอบสถานะภาพของกิจการนั้นๆ ซึ่งกฏหมายได้ระบุไว้ว่าผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีต้องเก็บรักษาบัญชีไว้เป็นเวลาไม่น้อยกว่า 5 ปี แต่ต้องไม่เกิน 7 ปี โดยเก็บไว้สถานประกอบกิจการหรือสถานที่ ที่ทำงานประจำตามที่ได้แจ้งกับกรมพัฒนาธุกิจการค้าไว้ อย่างไรก็ตามอาจมีหลายสถานการณ์เกิดขึ้นอย่างไม่คาดคิด เช่น ไฟไหม้หรือน้ำท่วม ทำให้เอกสารทางบัญชีเสียหายหรือสูญหาย ดังนั้นในบทความนี้จะรวบรวมลำดับขั้นตอนที่ต้องทำ หากเอกสารทางบัญชีเสียหายหรือสูญหาย เพื่อให้ผู้ประกอบการหรือผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีสามารถปฏิบัติตามได้ถูกต้องหากเกิดกรณีดังกล่าว ขั้นตอนในการดำเนินการ หากเอกสารบัญชีเสียหายหรือสูญหาย ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีทำการสำรวจและจดบันทึกว่าเอกสารบัญชีที่สูญหายปีและเดือนใด พร้อมถ่ายรูปไว้เป็นหลักฐาน(กรณีเอกสารเสียหาย) ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อลงบันทึกประจำวัน เนื่องเอกสารบัญชีเป็นเอกสารสำคัญของกิจการ ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีต้องแจ้งกับสารวัตรบัญชีที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้าและสรรพากรพื้นที่ให้ทราบภายใน 15 วัน โดยสารวัตรบัญชีจะทำหน้าที่บันทึกและตรวจสอบหลักฐานการสูญหาย ในกรณีที่เอกสารทางบัญชีมีการเคลื่อนย้ายและไม่ได้ถูกเก็บไว้ในที่ที่แจ้งไว้กับกรมพัฒนาธุกิจการค้า ซึ่งสารวัตบัญชีอาจตั้งข้อสันนิษฐานได้ว่าผู้จัดทำบัญชีมีเจตนาทำให้เอกสารเสียหาย บิดเบือนหรือทำให้สูญหาย ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชี เตรียมเอกสารสำคัญประกอบการยื่นแจ้งเอกสารบัญชีสูญหาย/เสียหาย ดังนี้ ดาวน์โหลดแบบแจ้งบัญชีสูญหายที่เว็บไซต์ กรมพัฒนาธุรกิจการค้าพร้อมกรอกรายละเอียดให้ถูกต้อง เตรียมสำเนาทะเบียนพาณิชย์กรณีประกอบธุรกิจในรูปแบบกิจการคนเดียว หรือสำเนาหนังสือรับรองการจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลกรณีจดทะเบียนในรูปนิติบุคคล เช่น บริษัท ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล เตรียมหลักฐานที่แสดงว่ามีการสูญหาย/เสียหายจริง เช่น ภาพถ่ายของสถานที่เหตุประกอบกิจการในกรณีเอกสารบัญชีเสียหาย แต่หากเอกสารบัญชีไม่ได้ถูกเก็บไว้ที่สถานประกอบการ ผู้จัดทำบัญชีต้องยื่นหลักฐานเพิ่มเติมให้กับสารวัตรบัญชีเพื่อแก้ข้อกล่าวหาเจตนาทำให้เอกสารเสียหาย บิดเบือนหรือทำให้สูญหาย มิฉะนั้นผู้จัดทำบัญชีจะมีความผิดทางกฏหมาย กรณีจัดตั้งในรูปแบบห้างหุ้นส่วน ต้องเตรียมหนังสือมอบอำนาจลงลายมือประทับของทุกหุ้นส่วนพร้อมประทับตราสำคัญ (ถ้ามี) การยื่นแบบแจ้งเอกสารบัญชีสูญหาย/เสียหาย กรณีสถานประกอบการตั้งอยู่ที่กรุงเทพ ให้ยื่นแบบที่สำนักกำกับดูแลธุรกิจ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ กรณีสถานประกอบการตั้งอยู่ต่างจังหวัด ให้ยื่นแบบที่สำนักงานพัฒนาธุรกิจการค้าของจังหวัดนั้นๆ เมื่อผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีได้ยื่นแบบแจ้งบัญชีสูญหายพร้อมเอกสารต่างๆ เป็นที่เรียบร้อย เจ้าหน้าที่จะรับคำขอพร้อมทำการตรวจสอบแบบแจ้งและทำการลงทะเบียนรับคำขอ จากนั้นสารวัตiบัญชีจะทำหน้าที่ตรวจสอบเอกสารหลักฐานต่างๆเพื่อยืนยันว่าบัญชีได้สูญหายหรือเสียหายจริง จากนั้นจะพิจารณาการรับแจ้งซึ่งหากเห็นชอบว่าเอกสารมีการเสียหายหรือสูญหายจริง เจ้าหน้าที่จะจัดส่งแบบแจ้งนี้ให้กับผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชี เพื่อเก็บเป็นหลักฐานและนำไปยื่นต่อกรมสรรพากรต่อไป ซึ่งใช้เวลาประมาณ 1-2 อาทิตย์ในการดำเนินการในขั้นตอนนี้ ซึ่งทั้งหมดนี้คือการสรุปขั้นตอนสำหรับการดำเนินการหากเอกสารบัญชีหายหรือสูญหาย อย่างไรก็ตามกิจการอาจจำเป็นต้องใช้ข้อมูลในเอกสารบัญชีเหล่านั้น ซึ่งสามารถขอสำเนาซื้อและสำเนาขายจากคู่ค้าของกิจการเพื่อนำมาใช้เป็นข้อมูลทดแทนได้

สำนักงานบัญชีภูเก็ต

บริษัท ปังปอน จำกัด ยินดีให้บริการ การจัดทำบัญชี ตรวจสอบเอกสารและลงรายการบัญชี สมุดรายวัน คำนวณพร้อมจัดทำ และนำส่งภาษีอากร ภงด.1, ภงด.3, ภงด.53 จัดทำภาษีมูลค่าเพิ่ม ภพ.30 และประกันสังคม สรุปงบการเงินประจำปี, สรุปงบดุลประจำปี, สรุปกำไรขาดทุนประจำปี ให้คำปรึกษาขั้นตอนการทำเอกสารทางด้านการค้า คอมพิวเตอร์ ออกแบบระบบเอกสารทางการค้า (ใบกำกับภาษี ลงแบบฟอร์ม) วางระบบการตัดสต๊อคสินค้า (ซื้อมาขายไป,โรงงานผลิต,ต้นทุนผลิต) วางระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์เพื่อควมคุม (การเงิน,บัญชี,คุมสินค้า) แก้ไขปัญหาระบบคอมพิวเตอร์การใช้ซอฟท์แวร์ บัญชีสำเร็จรูป โปรแกรม Express (เอ็กซ์เพรส) ด้านจดทะเบียน จดทะเบียนจัดตั้ง บริษัทจำกัด, ห้างหุ้นส่วนจำกัด, ร้านค้า จดทะเบียนเปลี่ยนแปลง เช่น ชื่อ, ที่อยู่, เพิ่ม, ลดสาขา, เลิกกิจการ ขอมีเลข และบัตรประจำตัวผู้เสียภาษี และจดทะเบียนขอเข้าระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม จดเข้าระบบประกันสังคม ทำไมต้อง? สำนักงาน สัตยารักษ์ การบัญชี ลดภาระในการควบคุมพนักงาน และบริหารงานด้านบัญชี เช่น การลาออกของพนักงานบัญชี การขึ้นเงินเดือน รวมทั้งการจ่ายโบนัสแก่พนักงานบัญชีเพื่อจูงใจ ในการทำงาน หรือ การจ่ายเงินเดือนสูง สำหรับพนักงานบัญชีที่มีความรู้ความสามารถด้านบัญชี และภาษีอากร ได้งบการเงินที่ถูกต้อง และเชื่อถือได้ สะท้อนข้อเท็จจริงตามรายการค้า รวมถึงคำแนะนำในการดำเนินกิจการ และมีการจัดทำอย่างถูกต้องตามพรบ.การบัญชี และประมวลรัษฎากร ประหยัดภาษีอากร และลดความเสี่ยงในการถูกตรวจสอบ จัดทำ และยื่นแบบภาษีอากรได้อย่างถูกต้อง ทันต่อเวลา ไม่ต้องเสียค่าปรับ […]

สำนักงานบัญชีเพชรบูรณ์

บริษัท ปังปอน จำกัด ยินดีให้บริการ การจัดทำบัญชี ตรวจสอบเอกสารและลงรายการบัญชี สมุดรายวัน คำนวณพร้อมจัดทำ และนำส่งภาษีอากร ภงด.1, ภงด.3, ภงด.53 จัดทำภาษีมูลค่าเพิ่ม ภพ.30 และประกันสังคม สรุปงบการเงินประจำปี, สรุปงบดุลประจำปี, สรุปกำไรขาดทุนประจำปี ให้คำปรึกษาขั้นตอนการทำเอกสารทางด้านการค้า คอมพิวเตอร์ ออกแบบระบบเอกสารทางการค้า (ใบกำกับภาษี ลงแบบฟอร์ม) วางระบบการตัดสต๊อคสินค้า (ซื้อมาขายไป,โรงงานผลิต,ต้นทุนผลิต) วางระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์เพื่อควมคุม (การเงิน,บัญชี,คุมสินค้า) แก้ไขปัญหาระบบคอมพิวเตอร์การใช้ซอฟท์แวร์ บัญชีสำเร็จรูป โปรแกรม Express (เอ็กซ์เพรส) ด้านจดทะเบียน จดทะเบียนจัดตั้ง บริษัทจำกัด, ห้างหุ้นส่วนจำกัด, ร้านค้า จดทะเบียนเปลี่ยนแปลง เช่น ชื่อ, ที่อยู่, เพิ่ม, ลดสาขา, เลิกกิจการ ขอมีเลข และบัตรประจำตัวผู้เสียภาษี และจดทะเบียนขอเข้าระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม จดเข้าระบบประกันสังคม ทำไมต้อง? สำนักงาน สัตยารักษ์ การบัญชี ลดภาระในการควบคุมพนักงาน และบริหารงานด้านบัญชี เช่น การลาออกของพนักงานบัญชี การขึ้นเงินเดือน รวมทั้งการจ่ายโบนัสแก่พนักงานบัญชีเพื่อจูงใจ ในการทำงาน หรือ การจ่ายเงินเดือนสูง สำหรับพนักงานบัญชีที่มีความรู้ความสามารถด้านบัญชี และภาษีอากร ได้งบการเงินที่ถูกต้อง และเชื่อถือได้ สะท้อนข้อเท็จจริงตามรายการค้า รวมถึงคำแนะนำในการดำเนินกิจการ และมีการจัดทำอย่างถูกต้องตามพรบ.การบัญชี และประมวลรัษฎากร ประหยัดภาษีอากร และลดความเสี่ยงในการถูกตรวจสอบ จัดทำ และยื่นแบบภาษีอากรได้อย่างถูกต้อง ทันต่อเวลา ไม่ต้องเสียค่าปรับ […]

สำนักงานบัญชีพระนครศรีอยุธยา

บริษัท ปังปอน จำกัด ยินดีให้บริการ การจัดทำบัญชี ตรวจสอบเอกสารและลงรายการบัญชี สมุดรายวัน คำนวณพร้อมจัดทำ และนำส่งภาษีอากร ภงด.1, ภงด.3, ภงด.53 จัดทำภาษีมูลค่าเพิ่ม ภพ.30 และประกันสังคม สรุปงบการเงินประจำปี, สรุปงบดุลประจำปี, สรุปกำไรขาดทุนประจำปี ให้คำปรึกษาขั้นตอนการทำเอกสารทางด้านการค้า คอมพิวเตอร์ ออกแบบระบบเอกสารทางการค้า (ใบกำกับภาษี ลงแบบฟอร์ม) วางระบบการตัดสต๊อคสินค้า (ซื้อมาขายไป,โรงงานผลิต,ต้นทุนผลิต) วางระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์เพื่อควมคุม (การเงิน,บัญชี,คุมสินค้า) แก้ไขปัญหาระบบคอมพิวเตอร์การใช้ซอฟท์แวร์ บัญชีสำเร็จรูป โปรแกรม Express (เอ็กซ์เพรส) ด้านจดทะเบียน จดทะเบียนจัดตั้ง บริษัทจำกัด, ห้างหุ้นส่วนจำกัด, ร้านค้า จดทะเบียนเปลี่ยนแปลง เช่น ชื่อ, ที่อยู่, เพิ่ม, ลดสาขา, เลิกกิจการ ขอมีเลข และบัตรประจำตัวผู้เสียภาษี และจดทะเบียนขอเข้าระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม จดเข้าระบบประกันสังคม ทำไมต้อง? สำนักงาน สัตยารักษ์ การบัญชี ลดภาระในการควบคุมพนักงาน และบริหารงานด้านบัญชี เช่น การลาออกของพนักงานบัญชี การขึ้นเงินเดือน รวมทั้งการจ่ายโบนัสแก่พนักงานบัญชีเพื่อจูงใจ ในการทำงาน หรือ การจ่ายเงินเดือนสูง สำหรับพนักงานบัญชีที่มีความรู้ความสามารถด้านบัญชี และภาษีอากร ได้งบการเงินที่ถูกต้อง และเชื่อถือได้ สะท้อนข้อเท็จจริงตามรายการค้า รวมถึงคำแนะนำในการดำเนินกิจการ และมีการจัดทำอย่างถูกต้องตามพรบ.การบัญชี และประมวลรัษฎากร ประหยัดภาษีอากร และลดความเสี่ยงในการถูกตรวจสอบ จัดทำ และยื่นแบบภาษีอากรได้อย่างถูกต้อง ทันต่อเวลา ไม่ต้องเสียค่าปรับ […]

Next Page »